“คลัง”งัดไม้เด็ดฝ่าวิกฤตโลก! สั่ง “แบงก์รัฐ” อัดฉีดแสนล้านอุ้มอสังหาฯ-อัดสินเชื่อ 2.5% ดัน “หลังคาบ้าน” เป็นเครื่องปั๊มเงิน
เศรษฐกิจ

“คลัง”งัดไม้เด็ดฝ่าวิกฤตโลก! สั่ง “แบงก์รัฐ” อัดฉีดแสนล้านอุ้มอสังหาฯ-อัดสินเชื่อ 2.5% ดัน “หลังคาบ้าน” เป็นเครื่องปั๊มเงิน

"เอกนิติ"เปิดฉากงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด”ครั้งที่ 50 ประกาศยุทธศาสตร์แก้เกมเศรษฐกิจผันผวน วิกฤตสงคราม-พลังงานพุ่ง กดดุลบัญชีเดินสะพัดไทยร่วงติดลบแสนล้าน พร้อมสั่งลุยจุดเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดึงอสังหาฯ พลิกฟื้นประเทศ ปลุกพลังอสังหาริมทรัพย์ส่งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 2.6% ผ่อนยาว 40 ปี ผ่านโครงการ “บ้านคนละหลัง พลัส”  เปิดทางคนตัวเล็กมีบ้าน พร้อมจับมือ 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้โซลาร์รูฟ 2.5% เปลี่ยนผู้บริโภคเป็นผู้ผลิตไฟ สร้าง Passive Income รับมือค่าครองชีพสูง มั่นใจช่วยประชาชนลดค่าไฟ สร้างเงินออม กระตุ้นเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในฐานะประธานเปิดงาน "มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50" ว่า ภาพรวมสถานการณ์โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและผันผวน ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งและสงครามที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ตลอดจนวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น อุทกภัยหรือน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจริงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน รวมถึงการบริหารงานของรัฐบาล ความท้าทายเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหัวใจและ Ecosystem สำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย โดยที่อยู่อาศัยจัดเป็นปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับอาหาร เครื่องแต่งกาย และยารักษาโรค

“การส่งเสริมและความเข้มแข็งของภาคอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน 1 หลัง หรือคอนโดมิเนียม 1 ห้อง ต่างเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต ความสุขของผู้บริโภค และนำไปสู่การกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งธุรกิจการจ้างงาน การตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ดำเนินยุทธศาสตร์กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง และค่าจดทะเบียน ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม สะท้อนจากยอดการโอนอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีแรกที่เติบโตขึ้นประมาณ 13% และภาพรวมขยายตัวถึง 17% ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวโครงการสินเชื่อ ‘บ้านคนละหลัง พลัส’ ที่มอบอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกเพียง 2.6% ,วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย ,ระยะเวลาผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี ทำให้เงินงวดผ่อนชำระเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น,กรอบวงเงินสินเชื่อรวม 50,000-55,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว, ทาวน์โฮม, คอนโดมิเนียม (ทั้งโครงการใหม่, บ้านมือสอง และบ้าน NPA) รวมถึงการปลูกสร้างบ้าน ระยะเวลาเปิดให้ยื่นกู้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มตัวเล็กตัวน้อยสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้จริง ส่งผลให้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมพลิกกลับมาขยายตัวได้ประมาณ 12% จากที่เคยประสบภาวะติดลบมาอย่างต่อเนื่อง”ดร.เอกนิติ กล่าว

ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า ด้านยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) นั้น ในอดีตการประหยัดพลังงานหรือการลดโลกร้อนอาจถูกมองเป็นเพียงสิ่งที่ "ควรทำ" เพื่อความสวยงามหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ในปัจจุบันการติดโซลาร์เซลล์และการประหยัดพลังงานในที่อยู่อาศัยได้กลายเป็นสิ่ง "จำเป็นต้องทำ" เนื่องจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 60% แต่เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานและแหล่งก๊าซในธรรมชาติได้รับผลกระทบ ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติในราคาที่แพงขึ้นอย่างมาก จนส่งผลให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ และกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเป็นบวกกลับมาประสบภาวะขาดดุลระดับแสนล้านบาทในบางไตรมาส การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือนจึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานราคาแพงจากต่างประเทศ

และเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมารัฐบาลได้ผนึกกำลังร่วมกับ 3 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 2.5% สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน (บ้านเบอร์ 5) และสินเชื่อสีเขียว มาตรการนี้มุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะช่วยเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากเดิมที่เป็นเพียงผู้บริโภคที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ให้กลายเป็นผู้ผลิตพลังงานที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบเพื่อสร้างรายได้ประจำ (Passive Income) ช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มเงินออมในกระเป๋าของประชาชนในระยะยาว

ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน รัฐบาลได้ร่วมกับสถาบันการเงินรัฐกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการและผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยกำหนดให้ต้องใช้วางหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรือจนกว่าจะดำเนินการติดตั้งและต่อเชื่อมระบบเสร็จสมบูรณ์ มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพการใช้งาน (Performance) ป้องกันปัญหาการทิ้งงาน หรือการนำอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพมาติดตั้งให้แก่ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ประสานให้ 3 แบงก์รัฐ คิดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันธนาคารในระดับต่ำพิเศษไม่เกิน 1% ต่อปี เช่น วงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 500 บาทต่อปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งสั่งการให้ ธอส. สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษแก่ผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์รายเล็กในการจัดซื้ออุปกรณ์ เพื่อกระจายโอกาสและการเติบโตไปสู่อุตสาหกรรมฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งนโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครัวเรือนและประชาชนว่าจะได้รับอุปกรณ์และงานติดตั้งที่มีคุณภาพดี ไม่ถูกทิ้งงาน พร้อมทั้งช่วยเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยรายย่อยสามารถเข้ามาแข่งขันและรับงานได้อย่างเท่าเทียม

“มาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนหลังคาบ้านพักอาศัยให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้และช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในครัวเรือน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการเงินแก่ประชาชนผู้ถือครองบ้านในระยะยาว”ดร.เอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินรัฐขยายผลการสนับสนุนไปยังนวัตกรรมบริหารจัดการพลังงานอื่นๆ เช่น การจัดหาเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวินัยการเงินการคลัง (Fiscal Discipline) ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลไทยระยะ 10 ปีที่ยังคงรักษาไว้ได้ในระดับประมาณ 2.5% เมื่อเทียบกับประเทศในแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่มีต้นทุนการกู้เงินสูงกว่า 5% การรักษาวินัยทางการเงินดังกล่าวยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินรัฐสามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนและขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ในส่วนของการแก้ปัญหาการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs นั้น ทางรัฐบาลได้ทำการหารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ "SME Credit Boost" โครงการนี้เป็นการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยค้ำประกันความเสี่ยงเพิ่มเติมให้แก่สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อลดความกังวลในเรื่องหนี้เสีย (NPL) และกระตุ้นให้ธนาคารกล้าอนุมัติปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs และผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท. ได้นำแนวคิดโครงการ SME Boost ไปปรับใช้ในการสนับสนุนธนาคารพาณิชย์เอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

You can share this post!