
กลุ่มทุนตระกูลจิราธิวัฒน์กระหน่ำลงทุนอสังหาฯ ต่อเนื่อง ดัน“ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่” ประกาศยึดทำเล “เชิงทะเล-บางเทา” ทองหล่อแห่งภูเก็ต เปิดตัว “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูจุดเด่นพรีเมียมเรสซิเดนซ์ความหนาแน่นต่ำเพียง 25 ยูนิต/ไร่ บนทำเลไข่แดงเดินเท้าถึงคอมมูนิตี้มอลล์ เจาะกลุ่มผู้ซื้ออยู่จริง-บ้านหลังที่สอง ปิดประตูเก็งกำไร พร้อมแย้มแผนยุทธศาสตร์ปี 2570 เตรียมอัดฉีดงบลงทุนรอบใหม่เปิดตัวอีกอย่างน้อย 2 โครงการระดับอัลตราลักชัวรี ในพื้นที่กทม.-ภูเก็ต หวังตอกย้ำความเชื่อมั่น-รองรับดีมานด์ระดับบนจากทั่วโลกระยะยาว

นายภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนและพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทว่า หลังจากได้เริ่มพัฒนาแลนด์แบงก์ผืนใหญ่ขนาด 40 ไร่ ในย่านบางเทา อำเภอเชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็นหลายโครงการที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ โครงการสแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ (Standard Residence) ซึ่งปัจจุบันก้าวสู่ความสำเร็จด้วยยอดขายสูงถึง 90% หรือราว 170 ยูนิต จากทั้งหมด 188 ยูนิต เหลือที่พักอาศัยเพียง 20 ยูนิตเท่านั้น ในราคาเฉลี่ยประมาณ 180,000 บาท/ตารางเมตร และพร้อมเปิดให้ลูกบ้านเริ่มย้ายเข้าอยู่อาศัยแล้ว นอกจากนี้ยังมีโรงแรมสแตนดาร์ด เอ็กซ์ (Standard X) ในเครือ Hyatt ที่เน้นการสร้างสรรค์คอมมูนิตี้สเปซและสปอร์ตคลับ โครงการโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กเพรส (Holiday Inn Express) รูปแบบบิ๊กบ็อกซ์ระดับราคาเข้าถึงง่าย รวมถึงโครงการป๊อป ภูเก็ต (Pop Phuket) คอมมูนิตี้มอลล์รูปแบบคล้ายพอร์โต มินิ พอร์โต ที่มีทั้งท็อปส์มาร์เก็ต สไมล์เอสเอ็ม และร้านค้าชั้นนำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่อยู่อาศัยในพื้นที่ ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองง อคอ อโศก (Anqor Asoke) ที่เน้นยูนิตขนาดใหญ่ 2-3 ห้องนอน ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีด้วยยอดขายแล้วกว่า 60%

“บริษัทได้เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในภูเก็ตอย่างลึกซึ้งว่า กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านหลังที่สองหรือบ้านหลังที่สาม ซึ่งมักเดินทางมาพำนักจริงประมาณ 3–4 เดือนต่อปี ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และไม่อยากแบกรับภาระในการดูแลรักษาพื้นที่ตารางเมตรขนาดใหญ่จนเกินไป ส่งผลให้ห้องพักรูปแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน กลายเป็นขนาดพื้นที่ที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดในตลาด”นายภูมิ กล่าว

ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” (PURITA Phuket Bangtao) ซึ่งถือเป็นการนำประสบการณ์การทำที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมมาต่อยอดเป็นพรีเมียมเรสซิเดนซ์ (Premium Residence) หรือแบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบรนด์ต่างชาติ แต่ยังคงคุณภาพ งานดีไซน์ และวัสดุก่อสร้างในระดับท็อป โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ประกอบด้วยที่พักอาศัย 4 อาคาร สูง 6 ชั้น และวิลล่า 1 หลัง รวม 258 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 7.29 ล้านบาท ถึงกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวนห้องพักอาศัยเพียง 250 ยูนิต คิดเป็นความหนาแน่นเพียง 25 ยูนิต/ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท
“ด้วยจำนวนที่อยู่อาศัยเพียง 250 ยูนิต ถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงการทั่วไปในตลาดที่มักก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 40 ยูนิต/ไร่ เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวและไม่รู้สึกแออัด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือสระว่ายน้ำความยาว 50 เมตร ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำมาตรฐานแห่งเดียวในย่านบางเทา ตอบโจทย์กลุ่มคนที่เล่นไตรกีฬาหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง พร้อมทั้งจัดทำพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Area) ที่มีลู่วิ่งและเส้นทางเดินสุนัขรอบนอกยาวถึง 440 เมตร ซึ่งยาวกว่าสนามศุภชลาศัย และรอบในยาว 280 เมตร หมดกังวลเรื่องสัตว์เลี้ยงไม่ได้ออกกำลังกาย อีกทั้งที่ผ่านมาครอบครัวของผมเอง ก็มีวิลล่าตั้งอยู่บนเขาในพื้นที่อนันตรา แต่พบปัญหาความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการสั่งอาหารที่ต้องรอเวลานานถึง 40 นาที และมีค่าบริการที่สูงถึง 200 บาท แต่การอยู่อาศัยในโครงการภูริตา จะให้ความสะดวกสบายที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน เพราะสามารถเดินเท้าออกมายังท็อปส์มาร์เก็ต และร้านอาหารมากมายในโครงการป๊อป ภูเก็ต ได้ทันที อีกทั้งยังมีสระว่ายน้ำขนาด 50 เมตรที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ที่ชอบว่ายน้ำระยะยาว และมีพื้นที่เดินสุนัขที่กว้างขวาง จึงมองว่าการอยู่อาศัยในโครงการลักษณะนี้มีความสะดวกและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ดีกว่าวิลล่าส่วนตัว”นายภูมิ กล่าว
นายภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าว ถือเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแปลงสุดท้ายบนที่ดินผืนนี้แล้ว โดยบริษัทได้มองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่ชัดเจน เนื่องจากในย่านบางเทา-เชิงทะเล มีโครงการระดับบนสุดอย่าง เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ที่ทำตลาดลักชัวรีราคาสูงขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นคอนโดมิเนียมราคาประมาณ 4–6 ล้านบาท แต่ในตลาดระดับราคากลางตั้งแต่ 6-10 ล้านบาท กลับยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมารองรับ บริษัทจึงเห็นช่องว่างดังกล่าวมาพัฒนาโครงการในเซกเมนต์นี้ ส่วนยอดขายในช่วงเปิดรอบ VIP Sales ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 นี้ ณ ห้อง The Apartment โรงแรม Park Hyatt Bangkok ที่ตั้งเป้าจะสูงถึง 30% แต่จากผลตอบรับที่ดี อาจจะมีการปรับเพิ่มยอดขายที่สูงขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ต้องดูกระแสความต้องการของตลาดด้วย

โดยโครงการดังกล่าวจะไม่เน้นการทำยอดขายแบบอัดโปรโมชั่นการันตีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Yield Guarantee) หรือดึงดูดกลุ่มนักเก็งกำไรที่เข้ามาซื้อใบจองแล้วขายต่อ เนื่องจากเป้าหมายของบริษัทคือการมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งหากเจ้าของไม่ได้อยู่อาศัยเอง ก็สามารถปล่อยเช่าได้ง่าย ทั้งยังพบว่าลูกบ้านหลายรายเมื่อได้เห็นห้องจริงที่ตกแต่งเสร็จสิ้นแล้ว กลับเกิดความหลงใหลจนเปลี่ยนใจไม่ปล่อยเช่า และตัดสินใจเก็บไว้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวมากกว่า
“ต้องยอมรับว่าจุดเด่นของตระกูลจิราธิวัฒน์และแบรนด์กลุ่มเซ็นทรัล ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 80 ปี จึงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของภูเก็ตมาอย่างต่อเนื่อง โดยลงทุนในพื้นที่นี้มานานกว่า 20 ปี ครอบคลุมธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ที่อยู่อาศัย และธุรกิจบริการต่าง ๆ ปัจจุบันมีการลงทุนมากกว่า 140 โครงการ ย่อมเข้าใจว่าเศรษฐกิจมีช่วงขึ้นและลงตามวัฏจักร จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อคนไทย เนื่องจากผู้บริโภคคนไทยที่ต้องการลงทุนหรือซื้อคอนโดมิเนียมในภูเก็ต มักมีความกังวลในการซื้อโครงการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติหรือผู้พัฒนารายท้องถิ่น แต่เมื่อเป็นโครงการภายใต้การบริหารของ ซีจี แคปปิตอล จึงสามารถปลดล็อกความกังวลและสร้างความสบายใจได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับโครงการตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดถนนสายหลัก เดินเท้าเชื่อมต่อไปยังร้านอาหารและคอมมูนิตี้มอลล์ได้จริง และจากประสบการณ์การเดินทางไปทั่วโลก ยังคงมองว่าประเทศไทยน่าอยู่ที่สุด ซึ่งในอนาคตกลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเริ่มมองเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยในระยะยาว”นายภูมิ กล่าว

นายภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีจี แคปปิตอลฯ ดำเนินงานในรูปแบบกองทุนที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก (Return Driven) โดยเปิดกว้างสำหรับการเจรจาร่วมทุน (Joint Venture - JV Partner) กับเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพสูงเพื่อนำมาพัฒนาโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน สำหรับพอร์ตการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน แม้ราคาที่ดินย่านบางเทาจะพุ่งสูงถึง 100 ล้านบาท/ไร่ แต่บริษัทก็พร้อมพิจารณาแลนด์แบงก์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ
อย่างไรก็ตามอยากให้ภาครัฐช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ควบคู่ไปกับการปรับปรุงข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อรองรับกลุ่มผู้ทำงานผ่านระบบออนไลน์ (Digital Nomad) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 100,000–120,000 คน ที่พำนักและทำงานในประเทศไทยรัฐบาลควรจัดทำช่องทางและมาตรการทางภาษีหรือวีซ่าที่เอื้อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพำนักได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเดินทางออกไปประเทศเพื่อนบ้านทุกเดือนเพื่อต่ออายุการเข้าเมือง รวมถึงการกำหนดมาตรการและช่องทางทางกฎหมายในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติให้มีความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้นักลงทุนสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง

ด้าน นายณัฐวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจ.ภูเก็ต ว่า จากการรวบรวมของ Fast Work และ Dot Propert เมื่อเปรียบเทียบปริมาณคำค้นหาและความสนใจทั่วประเทศ พบว่ากรุงเทพมหานครอยู่อันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 40% ,พัทยาอยู่อันดับ 2 และภูเก็ตอยู่อันดับ 3 สัดส่วน 16% ซึ่งเมื่อนำมาแปลงเป็นมูลค่าการซื้อ กลับพบว่าภูเก็ตพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 31% ของมูลค่ารวมทั้งประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ซื้อในภูเก็ตเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงกว่าทำเลอื่นอย่างมหาศาล และเมื่อเจาะลึกรายพื้นที่ ย่าน "เชิงทะเล" มีปริมาณความสนใจสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แซงหน้าทำเลทองหล่อ (คลองตันเหนือ) ในกรุงเทพฯ โดยมีงบประมาณเฉลี่ย (Median Budget) สำหรับคอนโดมิเนียมในเชิงทะเลอยู่ที่ 8 ล้านบาท สูงกว่าพื้นที่อื่นที่อยู่ราว 6 ล้านบาท และมีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่พร้อมจ่ายสูงถึง 120,000 บาท ส่งผลให้เชิงทะเลถูกยกให้เป็น "ทองหล่อแห่งภูเก็ต" และที่ดิน 40 ไร่ของซีจี แคปปิตอล ก็ตั้งอยู่ ณ ใจกลางของทำเลที่ฮอตที่สุดนี้เช่นกัน

จากข้อมูลสถิติตลาดท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดภูเก็ต พบว่าในปี 2569 นี้ปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตพุ่งสูงแตะระดับเกือบ 8 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 และคุณภาพของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก เนื่องจากไม่มีกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัดเหมือนเช่นในอดีต แต่ปัญหาหลักในปัจจุบันคือคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานการบิน ซึ่งสนามบินภูเก็ตเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงจนเต็มความจุ และมีคำขอเพิ่มเที่ยวบินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า การขยายพื้นที่สนามบินจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารขึ้นอีก 30% ซึ่งจะกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าโครงการ “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” จะเป็นครั้งแรกของซีจี แคปปิตอล ในการรุกมาทำตลาดเซกเมนต์พรีเมียม จากเดิมที่เน้นทำตลาดลักชัวรีและอัลตราลักชัวรีมาโดยตลอด แต่บริษัทยังคงยึดมั่นในคุณภาพ (Quality) เป็นดีเอ็นเอหลัก โดยไม่ยอมตัดลดคุณภาพ วัสดุ หรือย่อขนาดสเปซของห้องพัก โดยตัวโครงการได้รับการออกแบบตัวอาคารให้เป็นคอนโดมิเนียม Low-rise สูงเพียง 6 ชั้น ส่งผลให้มีความสูงจากพื้นถึงเพดาน (Floor-to-Ceiling) ถึง 3 เมตร ซึ่งโปร่งสบายกว่าคอนโดมิเนียมทั่วไป พร้อมพื้นที่ส่วนกลางคอร์ทยาร์ดกลางสวนขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ ดร็อปออฟสไตล์ Indoor-Outdoor ล็อบบี้แบบ Double Volume โคเวิร์กกิ้งสเปซ 2 ชั้น สไตล์รีสอร์ต และฟิตเนสเซนเตอร์พร้อมอุปกรณ์ครบครัน โดยทุกยูนิตขายแบบ Fully Furnished ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด พร้อมตัวเลือกแพ็กเกจเสริมสำหรับอุปกรณ์ของใช้ในบ้าน ให้ผู้ซื้อสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที

สำหรับสัดส่วนห้องพักสัดส่วน 57% เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน ขนาดเริ่มต้น 56-57 ตารางเมตร ขณะที่แบบ 2 ห้องนอน มีขนาดเริ่มต้น 93 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าคู่แข่งในตลาดย่านเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่ออกแบบขนาดเพียง 65 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีห้องแบบ 2 ห้องนอน พลัส ขนาด 124 ตารางเมตร ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 3 ห้องนอนได้ ราคาเริ่มต้นที่ 7.29 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ 150,000 บาท/ตารางเมตร ถือเป็นระดับราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่าที่สุดในทำเลนี้ และวิลล่าสุดพิเศษขนาด 708 ตารางเมตร จำนวน 1 หลัง ที่มี 5 ห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ด้านราคาขายในส่วนของวิลล่าขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มเป้าหมายนั้น ตั้งเป้าลูกค้าคนไทยและต่างชาติในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50:50ซึ่งเป็นการวางสัดส่วนตามประสบการณ์จริง โดยกระจายฐานกลุ่มลูกค้าต่างชาติอย่างหลากหลาย ทั้งจากภูมิภาคยุโรป อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยไม่พึ่งพากลุ่มลูกค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะเหมือนบางโครงการในภูเก็ต โดยในการขายโควตาต่างชาตินั้น บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นเอเจนต์หลัก พร้อมทำงานร่วมกับเครือข่ายเอเจนต์รายย่อยในแต่ละประเทศ
“ในด้านโครงสร้างการเงินและพอร์ตการลงทุนของ ซีจี แคปปิตอล นั้น ได้จัดตั้งขึ้นมาในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยทุนจดทะเบียนส่วนของหุ้นส่วน รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นเงินลงทุนระยะยาวในกรอบ 5 ปี ปัจจุบันเงินลงทุนดังกล่าวได้ถูกกระจายลงทุนเต็มจำนวนใน 12 โครงการเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็นโครงการประเภทโรงแรม 9 แห่ง และโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) 3 แห่ง โดยพอร์ตโรงแรมประมาณ 70% ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ,ภูเก็ต และ เกาะสมุย
นายณัฐวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2570 บริษัทฯจะมีการ อัดฉีดเงินลงทุนรอบใหม่เพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ แบ่งเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร 1 โครงการ และในจังหวัดภูเก็ตอีก 1 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการระดับอัลตราลักชัวรี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรองรับดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง

นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์ – ภาคใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า หากวิเคราะห์โครงสร้างทางภูมิศาสตร์และการแบ่งโซนพื้นที่อสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นระบบ พบว่าพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตถือเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงและมีความงดงามอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ทอดตัวยาวออกสู่มหาสมุทรอินเดียไปทางศรีลังกาและบังกลาเทศ ในขณะที่ชายฝั่งทิศตะวันออกจะเป็นพื้นที่เชื่อมโยงสู่ทะเลภายใน อ่าวพังงา เกาะพีพี และสามารถเชื่อมต่อไปยังจังหวัดกระบี่ได้ในอนาคต
สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายโซน เริ่มจากโซนเหนือสุดใกล้สนามบิน ได้แก่ หาดในทอน หาดในยาง และหาดไม้ขาว ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยใกล้สนามบิน ถัดลงมาคือโซนลายัน ซึ่งเป็นแหล่งรวมโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและพูลวิลล่าหรู ส่วนโซนตอนกลางคือ เชิงทะเล และ หาดบางเทา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นทำเลที่ฮอตและได้รับความสนใจสูงสุดจากทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อที่มองหาไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ขณะที่โซนกมลาถือเป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยังหาดป่าตอง ซึ่งป่าตองยังคงเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน สำหรับโซนตอนใต้ เช่น หาดราไวย์ และ หาดในหาน ในอดีตเป็นศูนย์รวมของกลุ่มผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในวิลล่าและคอนโดมิเนียมแต่การพัฒนายังมีจำกัด ส่วนพื้นที่ตอนในของเกาะ ได้แก่ เกาะแก้ว และ กะทู้ ถือเป็นย่านศูนย์กลางเมืองและศูนย์ราชการ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวสู่การเป็นเมืองที่ผู้คนทั่วโลกต้องการเข้ามาอยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะในย่านเชิงทะเล-บางเทา จากข้อมูลของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่เก็บบันทึกสถิติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมากว่า 20 ปี พบว่าในอดีตเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนหน้าช่วงวิกฤตโควิด-19 พื้นที่เชิงทะเลยังคงมีโครงการไม่มากนัก และส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาโดยผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Developer) ที่เน้นสร้างคอนโดมิเนียมระดับราคาที่จับต้องได้ (Affordable) เพื่อรองรับพนักงานที่ทำงานในโรงแรมย่านเชิงทะเล ลากูน่า และลายัน แต่หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า พฤติกรรมการอยู่อาศัยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยสถิติในช่วงแรกพบว่าตลาดพูลวิลล่าที่เหลืออยู่ในตลาดขายดีและหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในภูเก็ตช่วงโควิด-19 ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ แต่เลือกที่จะอยู่อาศัยต่อ เพราะเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุข สาธารณูปโภค อากาศที่สะอาด และความปลอดภัยของประเทศไทย แต่พูลวิลล่ามีข้อจำกัดด้านกฎหมายการถือครองของชาวต่างชาติ ประกอบกับระดับราคาที่สูงถึง 20–50 ล้านบาท ส่งผลให้ตลาดเริ่มหันมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 10 กว่าล้านบาท ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก จนทำให้ในช่วง 3 ปีหลังวิกฤตโควิด-19 มีโครงการใหม่เปิดตัวในย่านเชิงทะเลเพิ่มขึ้นเกือบ 30 โครงการ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เกือบทุกเดือน แต่สินค้าที่เหลืออยู่ในตลาดยังคงมีปริมาณน้อย เนื่องจากอัตราการดูดซับสูง
“การขยายตัวของที่อยู่อาศัยในย่านเชิงทะเลยังได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่จำนวนมากเพื่อรองรับบุตรหลานของครอบครัวชาวต่างชาติ รวมถึงการเกิดสังคมและชุมชนสุขภาพ (Wellness & Active Community) ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งร้านอาหารสุขภาพ สนามเทนนิสในร่ม และสนามพาเดล (Padel) ที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่ายาง ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมชาวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน” นางสาวสมสกุล กล่าว

ส่วนโครงการ “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” ถือว่าที่ตั้งโครงการอยู่ในตำแหน่ง "ไข่แดง" ที่ดีที่สุดของย่านเชิงทะเล-บางเทา ซึ่งแก้ปัญหาสำคัญเรื่องการจราจรติดขัดในภูเก็ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยสามารถเดินเท้าเชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญรอบข้างได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง ท็อปส์ มาร์เก็ต การข้ามฝั่งไปใช้บริการโรงแรมชั้นนำ ศูนย์รวมยานยนต์ ร้านค้า ร้านอาหารแบรนด์ดัง และอเวนิวต่างๆ โดยสะท้อนความคึกคักของพื้นที่ได้จากสถิติมูลค่าเซอร์วิสชาร์จของร้านอาหารในย่านนี้ที่สูงถึงเดือนละ 100,000 บาท
นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยังชี้ให้เห็นว่า ตลาดเช่าในย่านเชิงทะเลเป็นการเช่าระยะยาว (Long-term Rental) จากกลุ่มคนทำงาน Expat และกลุ่ม Digital Nomad ที่สามารถทำงานรีโมทจากมุมใดของโลกก็ได้ มากกว่าจะเป็นเพียงนักท่องเที่ยวระยะสั้น 1–3 เดือน ส่งผลให้อัตราค่าเช่าเฉลี่ยทั้งปี ทั้งในช่วง High Season และ Low Season อยู่ในระดับสูงถึง 1,000–1,500 บาท/ตารางเมตร/เดือน ซึ่งสร้างผลตอบแทนจากการเช่าที่คุ้มค่า และดึงดูดกลุ่มนักลงทุนชาวไทยจากกรุงเทพมหานครเข้ามาลงทุนสะสมเป็นสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ภูเก็ตมีลักษณะเป็นเกาะเศรษฐกิจเช่นเดียวกับฮ่องกง สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ซึ่งมีพื้นที่อย่างจำกัด ส่งผลให้ราคาที่ดินในภูเก็ตปรับตัวสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยทุกครั้งที่มีการประเมิน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเกาะชั้นนำอื่นในระดับสากล ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตยังถือว่าค่อนข้างถูกและจับต้องได้ง่ายกว่ามาก จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนจากทั่วโลก และด้วยองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ทำเลไข่แดง ผลตอบแทนการลงทุน ศักยภาพการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ และความเชี่ยวชาญของผู้พัฒนาโครงการอย่าง ซีจี แคปปิตอล ร่วมกับการบริหารงานของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จึงมั่นใจได้ว่าโครงการภูวิตาจะสร้างความสุขในการอยู่อาศัยและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ซื้อทุกคน”นางสาวสมสกุล กล่าวในที่สุด