การวิ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ที่เติบโตที่สุดของไทย ทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม การใช้จ่าย และโอกาสทางธุรกิจ ปัจจุบันอุตสาหกรรมกีฬาวิ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 32,000 ล้านบาทต่อปี มีงานวิ่งเกิดขึ้นราว 600-1,800 รายการทั่วประเทศ และมีนักวิ่งหมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 2-6 ล้านคนต่อปี (ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปี 2569)
ขณะที่รายงาน Thailand Running Gear Market 2026-2034 ของ IMARC Group ระบุว่า ตลาดอุปกรณ์วิ่งในไทยมีมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท โดยรองเท้าวิ่งครองสัดส่วนสูงสุดราว 42% ของตลาด ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยหมวดกีฬาและฟิตเนสเติบโต 12% ขณะที่คอมมูนิตี้ KTC SPORT ซึ่งมีสมาชิกกว่า 14,000 คนยังขยายตัวต่อเนื่อง สิ่งที่เติบโตไม่ใช่แค่จำนวนคนวิ่ง แต่คือการใช้จ่ายรอบการวิ่ง ทั้งรองเท้า เสื้อผ้า อุปกรณ์ การเดินทาง รวมทั้งประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการวิ่ง และกำลังกลายเป็น Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมโยงสินค้า บริการ ประสบการณ์ และชุมชนเข้าด้วยกัน

สามปัจจัยที่เปลี่ยนผู้ซื้อครั้งแรกให้กลายเป็นลูกค้าประจำ
สำหรับแบรนด์กีฬาไทย ความคุ้มค่า สมรรถนะ และความผูกพัน คือสามปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าผู้บริโภคจะกลับมาเลือกแบรนด์เดิมหรือไม่
1. ความคุ้มค่า ไม่ได้แปลว่าราคาถูกที่สุด
การเติบโตของตลาดในระยะต่อไปจะไม่ได้มาจากนักวิ่งที่มีประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรองเท้าวิ่งคู่แรก นี่คือพื้นที่ที่แบรนด์ไทยมีโอกาสอย่างมาก อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล เจ้าของเพจ “วิ่งไหนกัน ปั่นไหนดี” ผู้ติดตาม 254,000 บัญชี และนักรีวิวรองเท้าวิ่ง ประสบการณ์รีวิวกว่า 300 คู่ มองว่า “แบรนด์ไทยได้เปรียบเรื่องราคา อย่าง Pan Equiptech+ แสดงให้เห็นว่ารองเท้าราคาไม่เกิน 2,000 บาท สามารถตอบโจทย์นักวิ่งทั่วไปและคนที่เพิ่งเริ่มวิ่งได้ แต่ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ราคาเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้น ไม่ใช่เหตุผลสุดท้ายในการตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคต้องการความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกเหมาะกับตนเองจริง ตั้งแต่การเลือกขนาด การทดลองสวม การเปลี่ยนสินค้า ไปจนถึงการได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ ความคุ้มค่าจึงไม่ได้หมายถึงการจ่ายน้อยที่สุด แต่หมายถึงการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด”

2. สมรรถนะ คือสิ่งที่ผู้ใช้จะตัดสินแทนแบรนด์
เมื่อนักวิ่งเริ่มจริงจังกับการวิ่ง การแข่งขันจะไม่อยู่ที่ราคาอีกต่อไป น้ำหนักรองเท้า ความนุ่ม การตอบสนอง การยึดเกาะ ความทนทาน รวมถึงประสบการณ์จริงหลังใช้งาน กลายเป็นปัจจัยที่ถูกนำมาเปรียบเทียบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อได้เปรียบของแบรนด์ไทยคือความใกล้ชิดกับผู้ใช้งาน สามารถรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาตรฐานที่ผู้บริโภคใช้เปรียบเทียบก็ไม่ใช่มาตรฐานของแบรนด์ไทยด้วยกันเองอีกต่อไป หากเป็นมาตรฐานเดียวกับแบรนด์ระดับโลก ในระยะยาว ผู้ชนะจึงไม่ใช่แบรนด์ที่สร้างกระแสได้ดีที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ได้ตรงกับสิ่งที่สื่อสารไว้มากที่สุด
3. ความผูกพันที่เปลี่ยนลูกค้าเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์
เมื่อคุณภาพสินค้าเริ่มใกล้เคียงกัน ความแตกต่างสำคัญมักเกิดจากความสัมพันธ์ “Community Run” กิจกรรมทดลองสินค้า หรือการสร้างพื้นที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์ในระยะยาว หลายครั้งที่ผู้บริโภคไม่ได้กลับมาซื้อเพราะสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่กลับมาเพราะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์นั้น

ผู้บริโภคกำลังซื้อแบรนด์ หรือกำลังซื้อความมั่นใจ
สำหรับนักวิ่งมือใหม่ การเลือกรองเท้าคู่แรกมักเริ่มต้นจากความมั่นใจมากกว่าตัวแบรนด์ นี่คือเหตุผลที่ร้านอย่าง Supersports, REV Runnr, Run2Paradise และ Avarin ยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาด เพราะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคัดกรองทางเลือกและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อ
ในมุมของเคทีซี แม้ Running Boom จะเปิดโอกาสให้แบรนด์กีฬาไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่บทพิสูจน์ที่สำคัญกว่าการสร้างยอดขายครั้งแรก คือความสามารถในการเปลี่ยนผู้ซื้อให้กลายเป็นลูกค้าประจำ ผ่านสินค้าที่ตอบโจทย์ ประสบการณ์ที่ดี และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค