“AIS” ผนึก 3 หน่วยงานภาครัฐ เขย่าวงการสีเขียว เปิดตัว “E-Waste Calculator” ชี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทยพุ่งทะยาน 1 ล้านตัน/ปี แต่หลุดเข้าระบบไม่ถึง 1% เร่งงัดกฎหมาย WEEE บังคับใช้ EPR ดึงซากขยะแปลงเป็นแต้มต่อธุรกิจ-เครดิตคาร์บอน
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“AIS” ผนึก 3 หน่วยงานภาครัฐ เขย่าวงการสีเขียว เปิดตัว “E-Waste Calculator” ชี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทยพุ่งทะยาน 1 ล้านตัน/ปี แต่หลุดเข้าระบบไม่ถึง 1% เร่งงัดกฎหมาย WEEE บังคับใช้ EPR ดึงซากขยะแปลงเป็นแต้มต่อธุรกิจ-เครดิตคาร์บอน

AIS  ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ เซ็น MOU กับ 3 องค์กรภาครัฐ ขับเคลื่อน “คนไทยไร้ E-Waste” พร้อมคลอดนวัตกรรมพลิกเกม “E-Waste Calculator Platform” เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์มาตรฐานแรกของประเทศ ระบุขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทยพุ่งทะยาน 1 ล้านตัน/ปี แต่หลุดเข้าระบบไม่ถึง 1% เร่งงัดกฎหมาย WEEE บังคับใช้ EPR ดึงซากขยะแปลงเป็นแต้มต่อธุรกิจ-เครดิตคาร์บอน หนุนภาคธุรกิจอลวนทำ ESG ยกระดับไทยสู่ฮับต้นแบบอาเซียน

 

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.หรือ PCD) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) , องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.(TGO) และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้โครงการ "คนไทยไร้ E-Waste" พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยี “E-Waste Calculator Platform” แพลตฟอร์มครั้งแรกของประเทศไทย ที่นำหลักการคำนวณตามมาตรฐานสากลมาใช้วัดผลการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บนเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูล ติดตามผล และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างมาตรฐานการวัดผลร่วมกัน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลจากการดำเนินงานของแต่ละองค์กรสู่ภาพรวมที่สามารถนำไปใช้ประกอบการรายงานด้านความยั่งยืนและสนับสนุนการวางนโยบายระดับประเทศ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นต้นแบบด้านการจัดการ E-Waste ในภูมิภาคอาเซียน

โดย E-Waste Calculator Platform คือเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลการรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ โดยองค์กรสามารถบันทึกประเภทและปริมาณ E-Waste ที่รวบรวมได้ เพื่อให้ระบบคำนวณปริมาณขยะและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผ่านเว็บไซต์ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/e-waste-calculator/overview  พร้อมแสดงผลในรูปแบบรายงานที่ดาวน์โหลดได้ทั้ง PDF และ Excel ช่วยให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้ติดตามผลการดำเนินงาน วางแผนจัดการ E-Waste และประกอบการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังช่วยรวบรวมข้อมูลจากหลายองค์กรเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนจัดการ E-Waste ในภาพรวมระดับประเทศ

“ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการข้อมูลและสรรพกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบการจัดเก็บ คัดแยก และรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยอย่างครบวงจร. ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตลอดจนการบังคับใช้นโยบายและกฎหมายเฉพาะในอนาคต”ดร.สุรินทร์ กล่าว

ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งดึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ตกค้างตามบ้านเรือนและภาคครัวเรือนเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้อง. ในปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยรวมสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี โดยในจำนวนนี้คิดเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 1 ล้านตัน แม้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะมีปริมาณเพียง 1 ล้านตัน แต่หากมีการนำไปทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยประเภทอื่นอย่างไม่ถูกวิธี จะส่งผลให้ขยะทั่วไปกลายเป็นขยะปนเปื้อนสารอันตรายจากอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการจัดการขยะพุ่งสูงขึ้น จากเดิม 700 บาทต่อตัน กลายเป็น 2,500 บาทต่อตัน เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการกำจัดให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

“กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมมือกับ AIS ในการพัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์มการจัดเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมสร้างระบบสะสมคะแนน (Point) และการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจการเจรจาและแรงจูงใจให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจในการมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม การบูรณาการในครั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อน ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ ร่าง พ.ร.บ. Waste Electrical and Electronic Equipment : WEEE) ที่กระทรวงฯ กำลังดันให้เกิดผลบังคับใช้ในอนาคต ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยสมัครใจ จะช่วยเพิ่มปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างยั่งยืน”ดร.สุรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ปัญหาสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ คือข้อจำกัดในการเก็บรวบรวมและส่งต่อซากผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกต้อง ทำให้ซากส่วนหนึ่งถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไปหรือถอดแยกอย่างไม่ถูกวิธี เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับ AIS และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมการจัดการซากโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ต่อพ่วง โดยนำองค์ความรู้ด้านการจัดการมลพิษมาผสานกับเทคโนโลยีและเครือข่ายของภาคี เพื่อพัฒนาระบบรับคืนและส่งต่อซากผลิตภัณฑ์ไปรีไซเคิลหรือกำจัดตามหลักวิชาการ พร้อมสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขยายจุดรับคืนและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในการคัดแยกและส่งคืนอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน E-Waste Calculator Platform เพื่อให้กรมฯ สามารถติดตามปริมาณซากผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมและจัดการได้ นำมาใช้วางแผนปรับปรุงการดำเนินงานและขยายผลในพื้นที่ อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรวบรวมและลดปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง

 

นายกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางการจัดการสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนจากการมองขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเพียงขยะ ให้กลายเป็นการมองเห็นโอกาสในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำเพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ อบก. ได้ร่วมมือกับ AIS ในการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกจากการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ซึ่งถือเป็นการกำหนดมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการรีไซเคิล E-Waste ครั้งแรกของประเทศไทย

ในข้อมูลเชิงเทคนิควัดผล โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ได้แก่ พลาสติก อะลูมิเนียม และแผงวงจรโลหะ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ถูกทิ้งจะถูกนำกลับมาสกัดเป็นวัตถุดิบใหม่รวมถึงนำเศษพลังงานไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งที่ผ่านมา AIS สามารถรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ และสายชาร์จ เข้าสู่ระบบได้แล้วกว่า 1.3 ล้านชิ้น จากการคำนวณตามมาตรฐานใหม่พบว่า ปริมาณ E-Waste ดังกล่าว สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงประมาณ 1,013.2 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อบก. จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมใช้ประโยชน์จาก E-Waste Calculator Platform เพื่อสร้างการประเมินผลการลดคาร์บอนที่มีตัวเลขอ้างอิงที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล

“การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตวัสดุใหม่ อย่างไรก็ตาม การแสดงผลลัพธ์ดังกล่าวจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ อบก. จึงร่วมกับ AIS พัฒนาการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกจากการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ประเภทโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อการรีไซเคิล เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS: Low Emission Support Scheme) เพื่อให้การประเมินผลมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และที่สำคัญ อบก. ยังมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนการต่อยอดสู่วิธีการคำนวณ (Methodology) สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนหันมาจัดการ E-Waste อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”นายกรณ์ กล่าว

 

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 700,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนที่เข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องไม่ถึง 1% ขณะที่โครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ของ AIS มีเครือข่ายพันธมิตรกว่า 280 องค์กร และจุดรับทิ้งกว่า 3,200 จุดทั่วประเทศ โดยสามารถรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์สะสมได้แล้ว 1,301,912 ชิ้น  น้ำหนักรวม 288,346.74 กิโลกรัม และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่า 130,700 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) 

อย่างไรก็ตาม การจัดการ E-Waste ให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เพื่อให้สามารถติดตามปริมาณขยะที่เกิดขึ้นและรวบรวมได้ ตั้งแต่แหล่งที่มาและกระบวนการจัดการ ไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้การพัฒนา E-Waste Calculator Platform จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วน โดยผสานศักยภาพด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายของ AIS การกำหนดนโยบายและผลักดันกฎหมายกรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานการคำนวณด้านก๊าซเรือนกระจกของ TGO เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดการ E-Waste มีข้อมูลรองรับและสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ พร้อมต่อยอดข้อมูลจากการดำเนินงานของแต่ละองค์กรให้เกิดประโยชน์ในภาพรวม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยในระยะยาว

“เจตนารมณ์ของ AIS ดำเนินธุรกิจภายใต้ความเชื่อที่ว่า สังคมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ใกล้ชิดประชาชน AIS ได้นำศักยภาพทางเทคโนโลยีมาใช้วางระบบรับมือกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งาน พร้อมสร้างความตระหนักรู้และการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีร่วมกับภาคีเครือข่าย” นางสาวกานติมา กล่าว

นางสาวกานติมา ระบุต่อว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืนจะประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้ หากขาดตัววัดผลและมาตรฐานการคำนวณที่ชัดเจน จึงเป็นที่มาของการร่วมพัฒนา E-Waste Calculator Platform เพื่อให้ทุกองค์กรและประชาชนมีเครื่องมือวัดผลการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์บนมาตรฐานเดียวกัน แพลตฟอร์มนี้ประสานความเชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะจากกรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานการคำนวณก๊าซเรือนกระจกจาก อบก. ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถนำผลประเมินไปแสดงในรายงานการประกอบการด้าน ESG ได้อย่างน่าเชื่อถือ พร้อมขอบคุณภาคีเครือข่ายและสื่อมวลชนที่ร่วมกันสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นหลัง

“สำหรับ AIS เราเชื่อว่าการสร้างโลกที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ AIS จึงเดินหน้าโครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี โดยการจัดการ E-Waste ให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเก็บรวบรวม แต่ต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”นางสาวกานติมา กล่าว

นางสาวกานติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า AIS จึงนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนา E-Waste Calculator Platform เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบันทึกและประเมินผลการจัดการ E-Waste ได้อย่างเป็นระบบ นำข้อมูลไปใช้ประกอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และมองเห็นผลลัพธ์จากการดำเนินงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อช่วยเปลี่ยนความตั้งใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นการลงมือทำที่เกิดผลได้จริง

“AIS ขอเชิญชวนองค์กร หน่วยงาน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมใช้งาน E-Waste Calculator Platform เพื่อเพิ่มการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง และร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการ E-Waste ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและวัดผลได้ พร้อมวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และต้นแบบการจัดการ E-Waste ของอาเซียนอย่างยั่งยืน”นางสาวกานติมา กล่าว

นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในฐานะประธานในพิธีเปิดและสักขีพยานการลงนาม MOU ว่า ในปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้หมดอายุการใช้งาน หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม จะก่อให้เกิดมลพิษ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และทำให้สูญเสียโอกาสในการนำแร่ธาตุและวัสดุมีค่ากลับมารีไซเคิล  กระทรวง ทส. จึงให้ความสำคัญกับการวางระบบจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่การเรียกคืน การรวบรวม คัดแยก และกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่และลดภาระมลพิษตกค้าง

ขณะนี้กระทรวง ทส. อยู่ระหว่างการผลักดัน ร่าง พระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (พ.ร.บ. WEEE) เพื่อเป็นกฎหมายเฉพาะในการควบคุมการจัดการ E-Waste จากภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ. โดยบังคับใช้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง. ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือโครงการ "คนไทยไร้ E-Waste" สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อแปลงนโยบายระดับชาติไปสู่การปฏิบัติในระดับชุมชน

“การนำเทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่าน E-Waste Calculator Platform มาใช้ จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของภาครัฐ ตลอดจนสร้างระบบการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Traceability) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต. การผนึกกำลังระหว่าง กระทรวง ทส., กรมควบคุมมลพิษ, อบก., AIS และ อปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นการดึงจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาเสริมสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม”นายประเสริฐ กล่าวในที่สุด

 

You can share this post!