“กรุงศรี”กางแผนทุ่มงบไอทีหมื่นล้านเขย่าตลาดแบงก์ อัดฉีดทัพ “AI Kitchen” ปิดประตูเจ๊ง-คุมงบเด็ดขาด ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ติดสปีดธุรกิจยุคดิจิทัล ยกระดับสินเชื่อ-คุมเข้มความปลอดภัยไซเบอร์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปักหมุดโตปีละ 15-20%
ธนาคารพาณิชย์

“กรุงศรี”กางแผนทุ่มงบไอทีหมื่นล้านเขย่าตลาดแบงก์ อัดฉีดทัพ “AI Kitchen” ปิดประตูเจ๊ง-คุมงบเด็ดขาด ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ติดสปีดธุรกิจยุคดิจิทัล ยกระดับสินเชื่อ-คุมเข้มความปลอดภัยไซเบอร์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปักหมุดโตปีละ 15-20%

“กรุงศรี” เดินหน้าจัดงานนวัตกรรมการเงิน “Krungsri Tech Day 2026” ประกาศใช้เงินลงทุนระยะยาว 5–7 ปี วงเงินทะลุหมื่นล้านบาท ลุยสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ชูไฮไลต์ “AI Kitchen” และ “Unified Data Platform” ศูนย์กลางขับเคลื่อนความฉลาดคุมต้นทุนแบบ Token-based พร้อมผนึกกำลังกองทัพเทคระดับโลกกว่า 20 ค่าย ปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขันด้วยแนวคิด “Think Big, Start Small, Scale Fast” ย้ำชัดทุกย่างก้าวต้องคุ้มค่า ปลอดภัยภายใต้เกณฑ์ ธปท. เพื่อส่งมอบบริการไร้รอยต่อตามคำมั่นสัญญา “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน”

 

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในงาน “Krungsri Tech Day 2026: Simplifying Life, Shifting Business with AI” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ร่วมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ว่า กรุงศรีเชื่อว่าคุณค่าของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำมาใช้ได้จริงและเหมาะสม เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งการดำเนินชีวิต และวิธีการดำเนินธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการนำ AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลจริง ควบคู่กับการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลและองค์กร ด้วยเหตุนี้ Krungsri Tech Day 2026 จึงเป็นเวทีที่รวบรวมความรู้ มุมมองใหม่ ประสบการณ์จริง และโซลูชันจากกรุงศรีและพันธมิตร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดในการทำงานและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

 

นางสาวสายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านเทคโนโลยีที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกรุงศรีได้ประเมินปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้ง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนภาวะการปรับขึ้นของต้นทุนเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาฮาร์ดแวร์ ค่าบริการซอฟต์แวร์ และการเปลี่ยนรูปแบบการคิดค่าธรรมเนียมซอฟต์แวร์จากสัญญาซื้อขาดมาเป็นระบบสมาชิก (Subscription) ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธนาคารต้องปรับกระบวนการทำงานด้านไอทีด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ให้ความสำคัญกับการคำนวณต้นทุนความคุ้มค่า (Consideration of Cost) การคัดเลือกค่ายเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความยั่งยืน ตลอดจนการคัดเลือกพาร์ทเนอร์และแพลตฟอร์มอย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการเลือกใช้เทคโนโลยีจนต้องรื้อถอนระบบใหม่ในภายหลัง

ส่วนภาพรวมการแข่งขันในอุตสาหกรรมธนาคารและการทยอยเข้ามาของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) รวมถึงการจับมือระหว่างสถาบันการเงินกับแพลตฟอร์มและ Non-Bank กรุงศรีมองว่าการแข่งขันที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) และการมีตัวเลือกที่หลากหลาย ในส่วนของกรุงศรีเอง ได้เร่งปรับตัวและพัฒนาบริการให้มีความสะดวก ไร้รอยต่อ (Seamless) มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมุ่งศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าทั้งกลุ่มเดิมในมือและกลุ่มลูกค้าใหม่ เพื่อนำมาปรับโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนการใช้ AI ธนาคารได้ตั้งต้นจากการวางโครงสร้างแพลตฟอร์มในรูปแบบ Component-style Design และการกำหนดกรอบการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) พร้อมระบบควบคุมงบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งกรุงศรีไม่ได้ใช้วิธีการเร่งสร้าง Use Cases จำนวนมากๆ โดยปราศจากการควบคุม ซึ่งอาจส่งผลให้งบประมาณบานปลายโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า แต่กรุงศรีเลือกที่จะเดินหน้าด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เหมาะสมและควบคุมต้นทุนให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รูปแบบ spending ด้านไอทีและ AI ยังมีการเปลี่ยนผ่านจากงบลงทุนประจำ (CAPEX) ไปสู่รายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ในลักษณะ Consumption-based หรือ Token-based ซึ่งใช้มากจ่ายมาก ธนาคารจึงได้ตั้งเกณฑ์กำกับดูแลเพื่อควบคุมให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างรัดกุม

สำหรับประเด็นผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและบุคลากรไอที กรุงศรีประเมินว่าแม้ AI จะเข้ามาช่วยเขียนโค้ดและทดแทนภาระงานบางส่วนของโปรแกรมเมอร์ได้ แต่ทักษะสำคัญที่องค์กรยุคใหม่ยังคงมีความต้องการสูง คือ ผู้ที่มีความเข้าใจในธุรกิจ และสามารถสื่อสารประสานงานระหว่างฝ่ายเทคโนโลยีกับฝ่ายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับองค์กร ปัจจุบันแต่ละบริษัทต่างพยายามปรับขนาดและรูปทรงขององค์กรให้มีความเหมาะสม ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะ พนักงานเดิมที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจอยู่แล้ว ให้มีทักษะเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

ด้านการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบงานหลักและระบบกำกับดูแล ธนาคารยืนยันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ AI Policy ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้มีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมและตัดสินใจ (Human in the Loop / Human over the Loop) เสมอ การนำ AI มาใช้ในปัจจุบันจึงมีลักษณะของการนำมาช่วยเสริมประสิทธิภาพ (Augment) และปรับปรุงกระบวนการทำงานเดิมให้มีความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น โดยกรุงศรีได้นำ AI เข้ามาใช้อย่างโดดเด่นในระบบแวดล้อม (Surrounding Systems) เช่น กระบวนการพิจารณาสินเชื่อแบบ End-to-End (N2N Lending) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเอกสารซ้ำซ้อนของผู้ใช้บริการ ตลอดจนการนำ AI Agent เข้ามาช่วยในวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Life Cycle: SDLC) ตั้งแต่การเก็บ Requirement, การเขียน Test Cases/Test Scripts, การวาง Test Strategy และการประมาณการระยะเวลา ซึ่งช่วยเร่งสปีดการพัฒนาและส่งมอบบริการได้อย่างรวดเร็ว

“ภาพรวมงบประมาณการลงทุนเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น กรุงศรีได้ดำเนินแผนการปรับองค์กรระยะยาว 5-7 ปี ซึ่งใช้วงเงินลงทุนรวมระดับหมื่นล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงระบบงาน การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล และการยกระดับช่องทางบริการ โดยงบประมาณด้านเทคโนโลยีของธนาคารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 15-20% ต่อปี ตามแผนธุรกิจระยะปานกลาง (Midterm Business Plan) เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบในการรองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ”นางสาวสายสุนีย์ กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารได้ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ โดยได้ลงทุนจัดตั้ง Unified Security Platform ซึ่งปัจจุบันติดตั้งไปแล้วกว่า 80% การยกระดับครั้งนี้เป็นการรวมศูนย์ระบบความปลอดภัยทั้งด้าน Infrastructure, Database และ Cloud มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้ AI Engine สามารถเข้าถึงข้อมูลบันทึกการใช้งาน (Logs) และวิเคราะห์ตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมทั้งจัดทำ Cyber Threat Playbook, วางแนวทางกำกับดูแล, จัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และประสานความร่วมมือใกล้ชิดกับสมาคมธนาคารไทย (TBA) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามภัยทุจริตทางการเงินอย่างเต็มกำลัง

นางสาวสายสุนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงศรีพร้อมที่จะมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าตามคำมั่นสัญญา “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” เป็นสำคัญ โดยกลุ่มงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลทำหน้าที่เป็น Value Creator และ Business Partner ที่สนับสนุนทุกฝ่ายงานของกรุงศรีในการนำศักยภาพของเทคโนโลยี รวมไปถึง AI มาสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า พนักงาน และธุรกิจ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สู่ตลาด ตลอดจนยกระดับการดำเนินงานและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และเพื่อขับเคลื่อนทิศทางดังกล่าว กรุงศรีมุ่งดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อผ่านบริการดิจิทัลและ Open Ecosystem การขับเคลื่อนองค์กรด้วย Data และ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และการวางรากฐานเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และพร้อมรองรับอนาคต

ทั้งนี้กรุงศรีมุ่งเน้นหลัก Customer-First ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาบริการดิจิทัล ยกระดับประสบการณ์บริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงเวลาผ่านช่องทางดิจิทัล ให้ทุกการใช้งานเป็นเรื่องง่าย สะดวก และไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด “ONE Connected Experience” ลูกค้าสามารถเริ่มต้นใช้บริการจากจุดเดียว โดยระบบเบื้องหลังเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อลดความซับซ้อนในการใช้บริการ พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

และเพื่อให้บริการด้วยแนวคิดดังกล่าว กรุงศรีได้ดำเนินการโดยรวมบริการไว้ใน One Krungsri App ซึ่งรวบรวมแอปพลิเคชันของกรุงศรีและบริษัทในเครือไว้ในที่เดียว เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนั้น กรุงศรียังมุ่งขยายการเชื่อมต่อทางดิจิทัลและความร่วมมือกับพันธมิตรผ่าน Open Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับแพลตฟอร์มที่หลากหลาย พร้อมนำ AI มาสนับสนุนการพัฒนาบริการดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับประสบการณ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

การขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ภายใต้แนวคิด “Think Big, Start Small, Scale Fast” โดยเชื่อว่าการสร้างคุณค่าจาก AI ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการผสานบุคลากร กระบวนการทำงานและเทคโนโลยี ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้กรุงศรีจึงมุ่งวางรากฐานด้านข้อมูลและ AI ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร เพื่อรองรับการพัฒนาและขยายการใช้งาน AI ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมสร้างความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าวคือ แพลตฟอร์มกลางขององค์กร 2 ส่วนที่ทำงานเสริมกัน ได้แก่ Unified Data Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลทั่วทั้งองค์กรให้เชื่อถือได้และพร้อมต่อยอดสู่ AI และ AI Kitchen ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI กลางขององค์กรที่มุ่งเปลี่ยนจากการพัฒนาโซลูชัน AI แบบแยกส่วนในแต่ละหน่วยงาน ไปสู่การสร้างความสามารถและบริการ AI ส่วนกลางที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ช่องทาง และสายงานธุรกิจ ภายใต้กรอบการกำกับดูแล ความมั่นคงปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน และเร่งการสร้างคุณค่าทางธุรกิจจาก AI ในระดับองค์กรในระยะยาว กรุงศรีตั้งเป้าหมายให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถหลักทางธุรกิจ และถูกผสานอยู่ในกระบวนการทำงานสำคัญทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่การให้บริการลูกค้า การพิจารณาสินเชื่อ การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงงานปฏิบัติการต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การตัดสินใจ และประสบการณ์ลูกค้าพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกรุงศรีและบริษัทในเครือ

“การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี กระบวนการทำงาน และศักยภาพบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับอนาคตและรองรับการขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กรโดยมี Jupiter Program เป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มระบบ Core Banking และสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีให้ทันสมัย ลดความซับซ้อนของระบบ พร้อมทั้งนำระบบอัตโนมัติและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรและยกระดับกระบวนการพัฒนาระบบ เช่น การพัฒนากรอบการทำงาน AI สำหรับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (AI in SDLC) ภายใต้แนวทางที่ยังคงมีมนุษย์กำกับดูแล รวมถึงการใช้ AI เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลและบูรณาการระบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ”นางสาวสายสุนีย์ กล่าว

ทั้งนี้ กรุงศรีได้จัดงาน “Krungsri Tech Day 2026”ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  ภายใต้แนวคิด “Simplifying Life, Shifting Business with Al เปลี่ยนชีวิตให้ง่าย สร้างธุรกิจให้ไกลด้วย AI” ซึ่งได้ร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Accenture, AWS, Cisco, HPE, IBM, Kyndryl, NTT DATA Thailand, Dynatrace, G-Able, MFEC, Microsoft, YIPINTSOI NEXT Co., Ltd., Adobe, Atlassian, Bluebik Group PLC., Cohesity (Thailand), Nutanix, Palo Alto Networks, PALO IT และ Red Hat เพื่อเปิดมุมมองและถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์ใช้ AI ผ่านเวทีเสวนาและนำเสนอแนวทางการใช้งานจริง ตลอดจนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยี ทดลองใช้โซลูชัน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้ง AI & Technology Exhibition, Workshop และ Business Clinic เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจ และต่อยอดสู่โอกาสใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร

“กรุงศรีขอขอบคุณพันธมิตรและผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Krungsri Tech Day 2026 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อนำศักยภาพของ AI มาสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ และพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” นางสาวสายสุนีย์ กล่าว

นางสาวสายสุนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูล (Data) คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน เป็นการมุ่งตอบโจทย์คำมั่นสัญญา (Commitment) ในการทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้นในทุกๆ วัน ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายเทคโนโลยี ข้อมูล และดิจิทัล ควบคู่กับการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีชั้นนำที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและส่งเสริมระบบนิเวศทางการเงินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่มีนัยสำคัญระดับหลายร้อยล้านบาท โดยมองว่า AI คือรากฐานสำคัญอีกชั้นหนึ่ง (Foundational Layer) ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจของธนาคารและพาร์ทเนอร์ โดยแผนการปรับแปลงองค์กรด้านเทคโนโลยีระยะยาว 5-7 ปี วงเงินลงทุนรวมระดับหมื่นล้านบาท และการเติบโตของงบประมาณไอทีเฉลี่ย 15-20% ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารได้เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยการติดตั้ง Unified Security Platform ไปแล้วกว่า 80% เพื่อรวมศูนย์ระบบความปลอดภัยและใช้ AI ตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการวางแนวทางบริหารจัดการต้นทุน AI อย่างมีประสิทธิภาพและการกำกับดูแลตามหลัก Human in the Loop เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันและยกระดับการให้บริการทางการเงินแบบไร้รอยต่อ

“การบริหารภายใต้เป้าหมายการทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้นได้ในทุกๆ วัน ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักขององค์กรในการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีมข้อมูล (Data) และทีมดิจิทัล ธนาคารย้ำชัดว่าการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างรากฐานเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ไม่สามารถดำเนินงานโดยลำพังเพียงธนาคารเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการประสานความร่วมมือเชิงลึกกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่มีวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญสอดคล้องกัน เพื่อร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจของลูกค้าอย่างครอบคลุม”นางสาวสายสุนีย์ กล่าว

สำหรับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กร ธนาคารได้วางกรอบการดำเนินงานไว้ในหลากหลายมิติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำ AI มาใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตในการทำงาน (Productivity & Efficiency) ตลอดจนการนำ AI เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจจับการทุจริต (Fraud) และภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Crime) ที่มีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังใช้ AI ในการดูแลและควบคุมความเสถียรของระบบการให้บริการ เพื่อให้ระบบงานของธนาคารมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมสนับสนุนโอกาสเติบโตร่วมกันระหว่างธนาคาร ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

ในมิติของการลงทุนและการสร้างรากฐานข้อมูล กรุงศรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Foundation) เนื่องจากตระหนักดีว่าการจะใช้ AI ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องเริ่มจากการรวบรวมและจัดสรรข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นระบบเป็นอันดับแรก ที่ผ่านมาธนาคารจึงได้ทุ่มงบประมาณลงทุนในแพลตฟอร์มข้อมูลและเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูล (Data Tools) อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนที่มีนัยสำคัญระดับหลายร้อยล้านบาท และธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่า AI จะกลายเป็นรากฐานสำคัญอีกชั้นหนึ่ง (Foundational Layer) ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและสนับสนุนธุรกิจของธนาคาร ตลอดจนธุรกิจของลูกค้าและพันธมิตรให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

“กรุงศรียืนยันว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Bank) และการสร้างความสัมพันธ์อันดีในระยะยาวกับลูกค้า ผ่านการส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Hyper-personalization) ธนาคารได้จัดทำกลไกติดตามมูลค่าการลงทุนที่เรียกว่า Value Management Tracking สำหรับทุกโครงการเทคโนโลยี เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Outcomes) และตัวขับเคลื่อนมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากการใช้งาน AI และ Machine Learning ต่อเนื่องมากว่า 7 ปี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีของกรุงศรีสามารถสร้างผลตอบแทนและความคุ้มค่าทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง”นางสาวสายสุนีย์ กล่าวในที่สุด

You can share this post!