“วธ.”ผนึก "Grab" รุกยุทธศาสตร์ “T.A.S.T.E” ซัดจุดอ่อนการตลาดชุมชนด้วย Big Data 5,000 ประเพณี พลิกฟื้นเมนูโบราณ "The Lost Taste" ดันสินค้า CPOT สู่ตลาดดิจิทัล เผยอินไซด์อาหารไทยบน GrabFood ทะลุ 2.2 หมื่นล้าน ปั๊มยอดเรียกรถเที่ยววัฒนธรรมเฉียด 4 ล้านเที่ยว
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“วธ.”ผนึก "Grab" รุกยุทธศาสตร์ “T.A.S.T.E” ซัดจุดอ่อนการตลาดชุมชนด้วย Big Data 5,000 ประเพณี พลิกฟื้นเมนูโบราณ "The Lost Taste" ดันสินค้า CPOT สู่ตลาดดิจิทัล เผยอินไซด์อาหารไทยบน GrabFood ทะลุ 2.2 หมื่นล้าน ปั๊มยอดเรียกรถเที่ยววัฒนธรรมเฉียด 4 ล้านเที่ยว

"กระทรวงวัฒนธรรม" ผนึกกำลัง "Grab ประเทศไทย" ประกาศศักดาในเวที "GrabNext 2026" เปิดยุทธศาสตร์รุกหนัก "Cultural NEXUS" เชื่อมมรดกทางวัฒนธรรม 77 จังหวัดเข้าสู่แพลตฟอร์มสมัยใหม่ ขนทัพสินค้าชุมชน (CPOT) และฟื้นคืนชีพเมนูอาหารโบราณที่กำลังเลือนหาย ขจัดจุดอ่อนการตลาดด้วยฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าวางรากฐานกระจายรายได้สู่รากหญ้า พร้อมพาแบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก ด้าน แกร็บ ประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยี-แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการส่งเสริมและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศใน 5 มิติหลักตามกรอบกลยุทธ์ T.A.S.T.E ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  การเผยแพร่ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ไปจนถึงการผลักดันสินค้าชุมชนและอาหารไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก พร้อมเผยอินไซต์ที่สะท้อนเสน่ห์ความเป็นไทย ชี้ “อาหารไทย” ครองใจคน ทั่วภูมิภาคด้วยยอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศ แตะ 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ “เครื่องหอมไทย” ขึ้นแท่นไอเท็มยอดฮิตของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยยอดขายกว่า 250,000 ชิ้น บน GrabMart ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคึกคัก ยอดเรียกรถไปสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสูงถึง 3.6 ล้านเที่ยว

 

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยในการร่วมเสวนาเชิงนโยบาย"GrabNext 2026" ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด "The TASTE of  THAI :เสริมสร้างเสน่ห์ไทย สู่มิติที่ดีกว่า" ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคเอกชน การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่และผู้นำทางความคิดสร้างสรรค์ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย แม้ชื่อโครงการ "The TASTE of  THAI” จะสื่อถึงรสชาติอาหารไทยเป็นอันดับแรก แต่กรอบเป้าหมายที่แท้จริงครอบคลุมมิติที่กว้างกว่านั้น ทั้งวิถีชีวิต มรดกทางภูมิปัญญา และสินค้าชุมชน ซึ่งถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญในการสร้างเสน่ห์ให้แก่ประเทศและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

 โดยกระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายหลักในการมุ่งส่งเสริมและสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural Literacy) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจในงานมรดกภูมิปัญญา ชุมชน และงานประเพณีต่างๆ ล่าสุด กระทรวงฯ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มคลังข้อมูลวัฒนธรรมแห่งชาติผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งเป็นการรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลทางวัฒนธรรมและงานประเพณีมากกว่า 5,000 ประเพณี ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเน้นย้ำการดึงเสน่ห์ของประเพณีท้องถิ่นและจุดท่องเที่ยวที่เป็นอันซีน (Unseen) เข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ประชาชน และผู้ประกอบการ นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ นำเสนอเรื่องราว (Storytelling) และต่อยอดในเชิงการตลาด เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้การเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมผ่านระบบดิจิทัลไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการค้นคว้าและนำทุนวัฒนธรรมไปต่อยอดสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกับ แกร็บ (Grab) ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับระบบตลาดทันสมัย ความร่วมมือดังกล่าวนำมาสู่การผลักดันโครงการ "The TASTE of  THAI” เพื่อฟื้นคืนชีพเมนูอาหารและรสชาติไทยโบราณที่กำลังจะเลือนหายไป เนื่องจากขาดการสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น หรือข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและพืชผลทางการเกษตรตามฤดูกาล การใช้แพลตฟอร์มของแกร็บเข้ามาเป็นสะพานเชื่อม ทำให้เมนูอาหารที่หาทานได้ยากเหล่านี้สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นอกเหนือจากด้านอาหาร กระทรวงวัฒนธรรมยังได้นำเสนอสินค้าทางวัฒนธรรม หรือ(Cultural Products of Thailand : CPOT)  เข้าสู่แพลตฟอร์มแกร็บ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าชุมชนที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น การร่วมมือกับแกร็บช่วยขจัดจุดอ่อนด้านการตลาดของงานวัฒนธรรมในอดีต ซึ่งมักประสบปัญหาการขาดช่องทางจำหน่ายและการจับคู่สินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค การเข้าถึงฐานข้อมูล สถิติ และตัวเลขอุปสงค์บนแพลตฟอร์มแกร็บ ช่วยให้กระทรวงวัฒนธรรมและผู้ประกอบการชุมชนรับทราบพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ว่าอาหารชนิดใดหรือสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดใน 77 จังหวัดได้รับความสนใจสูงสุด ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาการท่องเที่ยวและสินค้าวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย

นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ศึกษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในชุมชนต่างๆ เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นต่างมีเรื่องราวและมุมมองการตีความที่หลากหลายและทรงคุณค่า การนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างแกร็บเข้ามาสนับสนุน จะช่วยเปลี่ยนงานวัฒนธรรมให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สนุกสนาน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ตัวอย่างความสำเร็จของร้านค้าชุมชน เช่น Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีก (เอมิลี่ เส้นหมี่ไก่ฉีก)ที่ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งในการจัดงานที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของร้านอาหารและสินค้าวัฒนธรรมไทยที่พร้อมเติบโตบนแพลตฟอร์มดิจิทัล กระทรวงวัฒนธรรมจึงมุ่งมั่นที่จะใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก ควบคู่กับการสืบสานและคงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอย่างยั่งยืน

“วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านรายได้จากการท่องเที่ยวรวมที่สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท ซึ่งหนึ่งในทิศทางสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2570 คือ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยผสานเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวคิด ‘Cultural NEXUS – วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต’ ที่มุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น ‘กระทรวงที่ใช้คุณค่าของอดีต สร้างโอกาสในปัจจุบัน และสร้างอนาคตให้คนไทย’ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง แกร็บ ประเทศไทย ที่ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการช่วยผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก ซึ่งการจัดเวทีเสวนา GrabNEXT ในครั้งนี้ นับเป็นพื้นที่ให้ภาครัฐ-เอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวซาบีดา กล่าว

 

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รสชาติอาหารอันโดดเด่น สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือน ซึ่งการเข้ามาของนักท่องเที่ยวก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนจำนวนมาก ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แกร็บ มีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างผลกระทบ
เชิงบวกให้กับประเทศไทย พร้อมใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย อาทิ บริการ GrabFood ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการทั่วภูมิภาคได้ลิ้มลองอาหารไทย ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา มีออเดอร์รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท1 ใน 7 ประเทศ การอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 - 2568) ทั้งนี้ แกร็บยังคงมุ่งมั่นเดินหน้านำความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีและความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็ม
มาเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงเสน่ห์ไทยในหลากหลายมิติ ภายใต้กลยุทธ์ T.A.S.T.E ทั้งการส่งเสริมการเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม งานประเพณี ไปจนถึงการผลักดันให้อาหารไทยและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภายใต้กลยุทธ์ T.A.S.T.E แกร็บมุ่งใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการนำเสน่ห์และทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยผ่าน 5 มิติหลัก อันได้แก่

 

T - Travel พาผู้คนไปค้นพบเสน่ห์ของเมืองไทยผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม:

-นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ได้ อาทิ การนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ระดับพรีเมียม ไปจนถึงรถโดยสารท้องถิ่น การพัฒนาฟีเจอร์แปลภาษา ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และระบบ PIN ที่ช่วยจับคู่คนขับกับผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ

-ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำไกด์บุ๊ก  การทำคอนเทนต์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการจัดทำม้านั่งที่สามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าไปค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำได้

-ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า

  • คนเรียกรถไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 6 ล้านเที่ยว2
  • “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยยอดเรียกรถโตขึ้น 30%3 หลังยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม
  • 5 จุดหมายยอดนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน2

A - Awake สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านเทศกาล ศิลปะร่วมสมัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น:

-สนับสนุนด้านการเดินทางไปยังงานเทศกาลเชิงวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้คนสามารถเข้าถึงศาสตร์และศิลป์ของความเป็นไทย อาทิ งานสงกรานต์ งานแห่เทียนพรรษา งานลอยกระทง ผ่านการมอบส่วนลดและการจัดบูธอำนวยความสะดวกในงาน

-ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการพลิกฟื้นย่านประวัติศาสตร์หรือชุมชนเก่าผ่านการร่วมจัดงานอีเวนท์หรือเทศกาล อาทิ Awakening Song Wat 2026

-ชวนนักท่องเที่ยวไปสัมผัสเสน่ห์ของศาสตร์และศิลป์แห่งความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็น งานเทศกาล ศิลปะการแสดง กีฬา และภูมิปัญญาไทย โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า

  • ช่วงสงกรานต์มียอดเรียกรถจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20%4
  • ยอดเรียกรถไป-กลับ “สนามมวยเวทีราชดำเนิน” เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า5
  • มีการเรียกรถไป-กลับ “สนามมวย” “โรงละคร” และ “ร้านนวดแผนโบราณ” ยอดนิยมตลอดปี 2568 รวมกว่า 300,000 ครั้ง1

 

S - Support สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น พาสินค้าชุมชนไปสู่มือผู้คนในวงกว้าง:

-ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และสินค้าชุมชน
จัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์บน GrabMart เพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

-ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงการขายผ่านช่องทางดิจิทัล โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า

  • “เครื่องหอมไทย” อาทิ เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายบน GrabMart มากถึง 250,000 ชิ้น2
  • ปัจจุบันมี SME และร้านค้าชุมชนคิดเป็นสัดส่วน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบน GrabMart
  • สินค้าชุมชนได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ สะท้อนผ่านยอดการสั่งซื้อที่โตขึ้นถึง 50%5

T - Transform ขยายโอกาสให้กับแบรนด์ไทยโตไกลในระดับภูมิภาค:

-ใช้พลังเครือข่ายของการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใน
การขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ การร่วมส่งเสริมให้แบรนด์ “Emily's” ไปเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์

-ยกย่องและเชิดชูร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผ่านเวทีมอบรางวัลร้านอาหารยอดนิยม “Grab 5-Star Eats” ที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

-จัดทำแคมเปญพิเศษเพื่อยกย่องเมนูและร้านอาหารไทยชั้นนำให้ชาวโลกได้รู้จัก บนบิลบอร์ดใจกลาง
ไทม์สแควร์ ที่รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

E - Elevate เชิดชูอาหารไทยทั่วทุกภาค พร้อมยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่รักของคนทั่วโลก:

-จัดงานประกาศรางวัล GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้กับร้านอาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้บริการ พร้อมมอบตราสัญลักษณ์ GrabThumbsUp ให้กับร้านค้าเพื่อการันตีมาตรฐานความอร่อย โดยล่าสุดได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบรางวัลพิเศษเพื่อเชิดชูร้านอาหารและบุคคลที่ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านอัตลักษณ์ด้านอาหาร อาทิ สุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก สุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี เป็นต้น

-ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการสนับสนุนร้านอาหารภายใต้โครงการ “The Lost Taste” เพื่อค้นหา ฟื้นฟู และเชิดชูรสชาติที่กำลังจะหายไป

-ส่งเสริมให้อาหารไทยเข้าถึงคนเป็นวงกว้าง ซึ่งจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า

  • 3 อันดับเมนูครองใจชาวต่างชาติ คือ “ผัดกะเพรา” “ข้าวผัด” และ “ผัดไทย”2
  • “ส้มตำ” และ “ชาไทย” ยังคงเป็นเมนูขายดีตลอดกาลบนแพลตฟอร์ม ด้วยยอดขายกว่า 13 ล้านจาน และ 6 ล้านแก้ว2 ตามลำดับ

โดยภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพวัฒนธรรมไทย ผ่านระบบนิเวศบริการดิจิทัล” โดยมีเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ,นางสาวปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นางรัศมี เอื้อนุสรณ์วรกุล ผู้อำนวยการแบรนด์ กู๊ด กู๊ดส์ (Good Goods) กลุ่มเซ็นทรัล มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางในการปลดล็อกศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันธุรกิจท้องถิ่นให้เติบโตสู่ระดับประเทศ

นอกจากนี้ 2 ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจากแบรนด์ Khao-Sō-i และ Emily’s ยังได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการขยายธุรกิจอาหารไปต่างประเทศ พร้อมยกระดับแบรนด์ไทยสู่ระดับสากลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆอีกด้วย

 

1 ข้อมูลบนแพลตฟอร์มแกร็บทั่วภูมิภาคในปี 2568

2 ข้อมูลบนแพลตฟอร์มแกร็บในปี 2568

3 เปรียบเทียบยอดใช้บริการเรียกรถไป วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ระหว่างไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

4 เปรียบเทียบข้อมูลยอดเรียก GrabBike ช่วงก่อนและหลังสงกรานต์ในปี 2569

5 เปรียบเทียบข้อมูลบนแพลตฟอร์มแกร็บในปี 2568 กับปี 2567

 

***เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนนับล้านในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน นอกจากนี้ แกร็บยังดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

 

You can share this post!