ธปท. เร่งเครื่องแก้ไขปัญหา "บัญชีม้า"ลดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เตรียมปลดล็อกเร็วขึ้นภายใน 3-4 ชม. พร้อมปรับเกณฑ์สกัดตั้งแต่ต้น เริ่มก.ย.68 นี้
ธปท.

ธปท. เร่งเครื่องแก้ไขปัญหา "บัญชีม้า"ลดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เตรียมปลดล็อกเร็วขึ้นภายใน 3-4 ชม. พร้อมปรับเกณฑ์สกัดตั้งแต่ต้น เริ่มก.ย.68 นี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ผนึก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงกลไกการจัดการบัญชีที่เข้าข่าย "บัญชีม้า" ยันเป็นการ “ระงับธุรกรรม”ไม่ใช่ “อายัดบัญชี”ที่เกี่ยวเนื่องกับการหลอกลวงทางการเงิน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะการเร่งปลดล็อกบัญชีที่ถูกระงับให้รวดเร็วขึ้นอย่างช้าภายใน 1 วัน หรือเร็วสุด 3-4 ชั่วโมง และปรับเกณฑ์การระงับตั้งแต่ต้น เริ่มก.ย.68 นี้ เพื่อไม่ให้บัญชีผู้บริสุทธิ์ถูกดึงเข้าสู่ระบบโดยไม่จำเป็น

 

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาการหลอกลวงทางการเงิน โดยเฉพาะการหลอกให้โอนเงินยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะไม่มีเคส "แอปดูดเงิน" ตั้งแต่ต้นปี มิจฉาชีพมีความสามารถในการหลอกลวงสูง และใช้ "บัญชีม้า" ในการฟอกเงินที่ซับซ้อนและรวดเร็ว โดยเฉลี่ยเหยื่อจะใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง กว่าจะแจ้งเหตุไปยังศูนย์ AOC (Anti-online Scam Operation Center) 1441 ซึ่งทำให้มิจฉาชีพมีเวลาเคลื่อนย้ายเงินออกไปไกลแล้ว การ "ต่อเส้นเงิน" เพื่อติดตามและอายัดเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เดิมนั้นครอบคลุมเฉพาะสถาบันการเงิน และเมื่อมีการรวมผู้ประกอบการ E-Money และสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาในระบบ Central Fraud Registry (CFR) เส้นทางเงินก็ยาวขึ้นและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากขึ้น

ซึ่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นเพื่อหามาตรการแก้ไข กระบวนการต่อเส้นเงินที่รวดเร็วขึ้น เพื่อพยายามอายัดเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อคืนเหยื่อ อาจส่งผลข้างเคียงกระทบต่อผู้สุจริตได้ ที่ผ่านมา การระงับธุรกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งเงินไว้ชั่วคราวจากเดิมต้องใช้ระยะเวลา 3 หรือ 7 วัน ตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถปลดล็อกก่อนกำหนดได้ ทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับความเดือดร้อน

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ ธปท. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้กำหนดแนวทางการทำงานใหม่ ดังนี้:

1.เร่งปลดล็อกบัญชีผู้บริสุทธิ์

-อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดฉบับใหม่ ทาง ธปท. สามารถปลดระงับได้เร็วกว่าเดิม

-ขั้นตอน: ผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์สามารถโทรแจ้งที่ศูนย์ AOC 1441 กด 2 โดยให้ข้อมูลชื่อ-นามสกุล ธนาคาร เลขที่บัญชีที่ถูกระงับ และเลขบัตรประชาชน

 -เกณฑ์การพิจารณา: ธนาคารจะตรวจสอบตาม 3 เกณฑ์หลักคือ 1) ไม่เกี่ยวข้องกับหมายจับหรือบัญชีม้า 2) เป็นการรับชำระเงินมูลค่าน้อย หรือ 3) มีลักษณะการเดินบัญชีเหมือนร้านค้าทั่วไป

-ระยะเวลา: ธนาคารจะพิจารณาและแจ้งกลับไปยัง AOC ภายใน 2 ชั่วโมง และ AOC จะพิจารณาอีกครั้งก่อนแจ้งลูกค้า โดยรวมกระบวนการนี้จะพยายามให้แล้วเสร็จอย่างช้าภายใน 1 วัน หรือเร็วสุด 3-4 ชั่วโมงหลังการตัดรอบข้อมูล ซึ่งมี 3 รอบเวลา คือ รอบแรก เวลา 11.00น. ,รอบที่ 2 เวลา 15.00 น.และรอบที่ 3 เวลา 19.00 น.)

-การแจ้งเตือน: ธนาคารจะแจ้งลูกค้าที่ถูกระงับธุรกรรมเป็นการชั่วคราวถึงจำนวนเงินที่ถูกระงับ ระยะเวลา และขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป

2.ปรับเกณฑ์การกวาดเส้นเงินให้แม่นยำขึ้น

-ภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ จะมีการกำหนดเงื่อนไขร่วมกับ สอท. เพื่อให้การระงับธุรกรรมในเส้นเงินจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และไม่ดึงบัญชีผู้บริสุทธิ์เข้ามาตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของธนาคารแต่ละแห่งด้วย

-เป้าหมายคือลดจำนวนผู้สุจริตที่ถูกกระทบให้เหลือน้อยที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการติดตามเงินคืนเหยื่อ

-หากเกณฑ์การปลดล็อกที่ใช้อยู่ตอนนี้ได้ผลดี จะนำไปใช้ในการคัดกรองตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้มีการระงับที่ไม่จำเป็น

3.สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

-ยืนยันว่าการ "ระงับธุรกรรม" เป็นการระงับเงินเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเท่านั้น ไม่ใช่การ "อายัดบัญชี" ทั้งหมด หากมีเงินส่วนอื่นในบัญชีที่ไม่ได้ถูกระงับ ก็ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ

-การ "อายัดบัญชี" ทั้งหมด จะเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของตำรวจและมีหมายอายัดส่งมายังธนาคาร ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง

-ธปท. และธนาคารพาณิชย์จะสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการใช้ระบบการชำระเงินดิจิทัล

-ปัจจุบัน ยังไม่พบสัญญาณการถอนเงินออกจากระบบธนาคารที่ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีกระแสในโซเชียลมีเดีย

สถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทาย จากการทดสอบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม- 11 กันยายน 2568 พบว่ามีจำนวนบัญชีในเส้นทางการเงินที่ถูกระงับสัปดาห์ละประมาณกว่า 10,000 บัญชี และพบว่ามีเพียงประมาณ 11 ราย จาก 100 ราย ของเคสที่โทรเข้ามาขอปลดล็อกที่ผ่านเกณฑ์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงและสามารถปลดล็อกได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแยกแยะผู้บริสุทธิ์กับบัญชีม้าที่อาจพยายามแสร้งเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังปรับตัวเร็วมาก ข้อมูลบางอย่างที่อยู่ระหว่างการหารือก็อาจรั่วไหลไปถึงมิจฉาชีพก่อนได้

นางสาวดารณี กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาต้องมาจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่สถาบันการเงิน แต่รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อตั้งแต่ต้นเหตุ การปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงิน หากผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ ธนาคารมีแนวทางเยียวยาตามปกติ เช่น การชดเชยค่าธรรมเนียมหากเกิดความล่าช้าในการชำระบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ

 

You can share this post!