“A5” กางโรดแมปลงทุน 3 ปี ผุด 5 โครงการใหม่ 5.1 พันล้าน พร้อมรับมือต้นทุนพุ่ง ชูไทย “เซฟโซน”ล่อใจเศรษฐีตะวันออกกลางลี้ภัยซบอสังหาฯ ลักชัวรี พลิกเกมธุรกิจปั้น 2 ขาใหม่ พร้อมดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯใน 3 ปี
อสังหาริมทรัพย์

“A5” กางโรดแมปลงทุน 3 ปี ผุด 5 โครงการใหม่ 5.1 พันล้าน พร้อมรับมือต้นทุนพุ่ง ชูไทย “เซฟโซน”ล่อใจเศรษฐีตะวันออกกลางลี้ภัยซบอสังหาฯ ลักชัวรี พลิกเกมธุรกิจปั้น 2 ขาใหม่ พร้อมดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯใน 3 ปี

“แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป”เปิดเกมรุกรับมือสมรภูมิสงครามราคาและวิกฤติตะวันออกกลางยืดเยื้อ หลังประเมินหากยืดเยื้อระยาวกระทบต้นทุนวัสดุ-แรงงานพุ่งทะลุ 40% คิดมุมบวกพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เล็งกลุ่มลี้ภัยกระเป๋าหนักจ้องปักหมุดที่อยู่อาศัยในไทย กางแผน 3 ปี ปูพรม 5 หัวหาดทำเลลักชัวรีทั่วกรุง มูลค่ารวม กว่า 5,140 ล้านบาท พร้อมสั่งเบรกเปิดตัวโครงการใหม่ปี 69 มุ่งระบาย Inventory 1,800 ล้านบาท เน้นกำไรมากกว่าขนาดธุรกิจ เปิดฉากโมเดล “Luxury Living Ecosystem” ส่ง A5 Design และ Upper Class Solution รุกตลาดบริการครบวงจร หวังกระจายความเสี่ยงปั๊ม Recurring Income และเตรียมดัน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 3 ปี มั่นใจปีนี้ฟาดรายได้ 1,600 ล้านบาท พร้อมระบายสต๊อกเดิม 1.8 พันล้านบาท เสริมสภาพคล่องแกร่ง

นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ A5 ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ-แนวสูงระดับลักชัวรี เปิดเผยถึง สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า โดยภาพรวมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องของน้ำมัน หากเหตุการณ์ดังกล่าวจบลงภายในระยะเวลาอันสั้น ก็จะไม่มีผลกระทบมากนัก แต่หากมีการยืดเยื้อ ก็จะมีผลกระทบในหลายภาคส่วน อาทิ ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง มีผลกระทบประมาณ 30-40% และแรงงานก่อสร้างมีผลกระทบประมาณ 30% แต่ทั้งนี้ก็คาดหวังว่าจะมีกลุ่มชาวตะวันออกกลางลี้ภัยมาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีในปี 2569 นั้นมองว่ายังคงมีดีมานด์จากกลุ่มลูกค้าระดับบน แม้ว่าการแข่งขันในตลาดจะมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสงครามราคายังมีการแข่งขันกันอย่างต่อเนื่องมาจากปี 2568 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต่างหวัง ระบายสต๊อกเดิมออกให้มากที่สุด

ในขณะที่บริษัทฯจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ และการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว ซึ่งในส่วนของบริษัทเองนั้นปัจจุบันลูกค้าเป็นคนไทย 100% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ และกลุ่มที่ต้องการแยกครอบครัวใหม่

นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯนช่วงระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2027-2029(พ.ศ.2570-2572) มีแผนเปิดตัวใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,140 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพ อาทิ กรุงเทพกรีฑา ,ราชพฤกษ์ ,พัฒนาการ,ท่าอิฐ นนทบุรี และรามอินทรา–วัชรพล เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบ้านระดับลักชัวรี และขยายศักยภาพธุรกิจของบริษัทในระยะยาว ส่วนในปีนี้บริษัทไม่มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่จะเน้นระบายสินค้าคงเหลือขาย (Inventory) ซึ่งล่าสุดบริษัทยังมี Inventory มูลค่ารวมประมาณ 1,800 ล้านบาท รองรับยอดขายและรายได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าการขยายขนาดธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Scaling the Core, Shaping the Future” โดยต่อยอดธุรกิจหลักควบคู่กับการขยายธุรกิจใหม่ผ่านแนวคิด 5-Pillar Expansion Strategy ได้แก่

1.การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ
2.A5 Design ธุรกิจด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของบริษัท
3.Upper Class Solution ธุรกิจบริการและโซลูชันสำหรับลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง

และแผนลงทุนอีก 2 ธุรกิจใหม่ในอนาคต ซึ่งทุกการลงทุนจะยึดหลักการคัดเลือกธุรกิจที่มีศักยภาพและให้ผลตอบแทนเหมาะสม เพื่อกระจายแหล่งรายได้และเพิ่มสัดส่วน Recurring Income รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมเสริมความมั่นคงของกระแสเงินสดและฐานะการเงิน โดยคาดว่าจะทยอยเห็นความชัดเจนในระยะต่อไป

“บริษัทต้องการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่พึ่งพารายได้จากธุรกิจเพียงช่องทางเดียว แต่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ระบบธุรกิจที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการดูแลประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกค้าในระยะยาว โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 1,700 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำได้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,550 ล้านบาท และเป้ารายได้ที่ 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 1,317.05 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 90% และมาจากกลุ่มธุรกิจใหม่ (ธุรกิจด้านการออกแบบ และธุรกิจบริการ) 10% หรือประมาณ 160 ล้านบาท” นายศุภโชค กล่าว

ปัจจุบันโครงการของ A5 ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 967 ล้านบาท ณ วันที่ 8 มีนาคม2569 จากโครงการ Cinq Royal The Eighteen Bangna KM.7 , VANA Ratchapruek-Westville, CINQUIÈME Krungthep Kreetha และ Rachayaซึ่งคาดว่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป

หนึ่งในธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทคือ A5 Design บริษัทในเครือ Asset Five ที่ให้บริการ Design & Build สำหรับบ้านระดับลักชัวรี แบบครบวงจร ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ สถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน ไปจนถึงการบริหารงานก่อสร้าง

ภายในระยะเวลา 3 ปี เรามีแผนที่จะนำ A5 Design และ Upper Class Solution เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ต้องรอดูผลประกอบการก่อน ซึ่งอย่างน้อยต้องเข้าตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) อย่างแน่นอนนายศุภโชค กล่าว

นายณัฐพล ผลเอนก Head of Business Unit A5 Design กล่าวว่า A5 Design เกิดจากประสบการณ์ของ Asset Five ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีมากกว่า 10 ปี ซึ่งเชื่อว่าบ้านที่ดีไม่ได้เกิดจากดีไซน์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง เพื่อสร้างบ้านที่มีทั้งคุณภาพ ความงดงาม และคุณค่าในระยะยาว

A5 Design ไม่เพียงรองรับงานออกแบบและก่อสร้างสำหรับโครงการภายในกลุ่มบริษัทเท่านั้น แต่ยังขยายบริการไปสู่ลูกค้าภายนอก เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดบ้านระดับลักชัวรีที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในระยะยาว

อีกหนึ่งธุรกิจใหม่คือ Upper Class Solution บริษัทในเครือ Asset Five Development ที่ให้บริการด้าน Property Management ควบคู่กับ Home Expert & Lifestyle Services เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในโครงการระดับลักชัวรี ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะสามารถปิดดีลลูกค้า A5 Design ได้ 4-5 โครงการ มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯ 4 โครงการ และพัทยา 1 โครงการ

นายณัฐวัฒน์ หลวงวิเศษ Head of Business Unit Upper Class Solution กล่าวว่า การบริหารโครงการที่ดีไม่ได้เป็นเพียงการดูแลระบบและสถานที่เท่านั้น แต่คือการรักษามาตรฐานของโครงการ และยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว คาดว่าในปีแรกของการเปิดตัว จะมีสัดส่วนลูกค้าของ A5 ประมาณ 70% และลูกค้าภายนอก 30%

การเปิดตัว A5 Design และ Upper Class Solution จึงสะท้อนทิศทางการเติบโตของ A5 ที่ต้องการต่อยอดจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การสร้าง Luxury Living Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการดูแลประสบการณ์การอยู่อาศัย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

 

 

 

You can share this post!