“แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป”เปิดเกมรุกรับมือสมรภูมิสงครามราคาและวิกฤติตะวันออกกลางยืดเยื้อ หลังประเมินหากยืดเยื้อระยาวกระทบต้นทุนวัสดุ-แรงงานพุ่งทะลุ 40% คิดมุมบวกพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เล็งกลุ่มลี้ภัยกระเป๋าหนักจ้องปักหมุดที่อยู่อาศัยในไทย กางแผน 3 ปี ปูพรม 5 หัวหาดทำเลลักชัวรีทั่วกรุง มูลค่ารวม กว่า 5,140 ล้านบาท พร้อมสั่งเบรกเปิดตัวโครงการใหม่ปี 69 มุ่งระบาย Inventory 1,800 ล้านบาท เน้นกำไรมากกว่าขนาดธุรกิจ เปิดฉากโมเดล “Luxury Living Ecosystem” ส่ง A5 Design และ Upper Class Solution รุกตลาดบริการครบวงจร หวังกระจายความเสี่ยงปั๊ม Recurring Income และเตรียมดัน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 3 ปี มั่นใจปีนี้ฟาดรายได้ 1,600 ล้านบาท พร้อมระบายสต๊อกเดิม 1.8 พันล้านบาท เสริมสภาพคล่องแกร่ง

นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ A5 ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ-แนวสูงระดับลักชัวรี เปิดเผยถึง สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า โดยภาพรวมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องของน้ำมัน หากเหตุการณ์ดังกล่าวจบลงภายในระยะเวลาอันสั้น ก็จะไม่มีผลกระทบมากนัก แต่หากมีการยืดเยื้อ ก็จะมีผลกระทบในหลายภาคส่วน อาทิ ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง มีผลกระทบประมาณ 30-40% และแรงงานก่อสร้างมีผลกระทบประมาณ 30% แต่ทั้งนี้ก็คาดหวังว่าจะมีกลุ่มชาวตะวันออกกลางลี้ภัยมาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีในปี 2569 นั้นมองว่ายังคงมีดีมานด์จากกลุ่มลูกค้าระดับบน แม้ว่าการแข่งขันในตลาดจะมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องสงครามราคายังมีการแข่งขันกันอย่างต่อเนื่องมาจากปี 2568 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต่างหวัง ระบายสต๊อกเดิมออกให้มากที่สุด
ในขณะที่บริษัทฯจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ และการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว ซึ่งในส่วนของบริษัทเองนั้นปัจจุบันลูกค้าเป็นคนไทย 100% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ และกลุ่มที่ต้องการแยกครอบครัวใหม่

นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในช่วงระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2027-2029(พ.ศ.2570-2572) มีแผนเปิดตัวใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,140 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพ อาทิ กรุงเทพกรีฑา ,ราชพฤกษ์ ,พัฒนาการ,ท่าอิฐ นนทบุรี และรามอินทรา–วัชรพล เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบ้านระดับลักชัวรี และขยายศักยภาพธุรกิจของบริษัทในระยะยาว ส่วนในปีนี้บริษัทไม่มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่จะเน้นระบายสินค้าคงเหลือขาย (Inventory) ซึ่งล่าสุดบริษัทยังมี Inventory มูลค่ารวมประมาณ 1,800 ล้านบาท รองรับยอดขายและรายได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าการขยายขนาดธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Scaling the Core, Shaping the Future” โดยต่อยอดธุรกิจหลักควบคู่กับการขยายธุรกิจใหม่ผ่านแนวคิด 5-Pillar Expansion Strategy ได้แก่
1.การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ
2.A5 Design ธุรกิจด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของบริษัท
3.Upper Class Solution ธุรกิจบริการและโซลูชันสำหรับลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง
และแผนลงทุนอีก 2 ธุรกิจใหม่ในอนาคต ซึ่งทุกการลงทุนจะยึดหลักการคัดเลือกธุรกิจที่มีศักยภาพและให้ผลตอบแทนเหมาะสม เพื่อกระจายแหล่งรายได้และเพิ่มสัดส่วน Recurring Income รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมเสริมความมั่นคงของกระแสเงินสดและฐานะการเงิน โดยคาดว่าจะทยอยเห็นความชัดเจนในระยะต่อไป

“บริษัทต้องการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่พึ่งพารายได้จากธุรกิจเพียงช่องทางเดียว แต่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ระบบธุรกิจที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการดูแลประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกค้าในระยะยาว โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 1,700 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำได้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,550 ล้านบาท และเป้ารายได้ที่ 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 1,317.05 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 90% และมาจากกลุ่มธุรกิจใหม่ (ธุรกิจด้านการออกแบบ และธุรกิจบริการ) 10% หรือประมาณ 160 ล้านบาท” นายศุภโชค กล่าว

ปัจจุบันโครงการของ A5 ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 967 ล้านบาท ณ วันที่ 8 มีนาคม2569 จากโครงการ Cinq Royal The Eighteen Bangna KM.7 , VANA Ratchapruek-Westville, CINQUIÈME Krungthep Kreetha และ Rachayaซึ่งคาดว่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป
หนึ่งในธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทคือ A5 Design บริษัทในเครือ Asset Five ที่ให้บริการ Design & Build สำหรับบ้านระดับลักชัวรี แบบครบวงจร ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ สถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน ไปจนถึงการบริหารงานก่อสร้าง
“ภายในระยะเวลา 3 ปี เรามีแผนที่จะนำ A5 Design และ Upper Class Solution เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ต้องรอดูผลประกอบการก่อน ซึ่งอย่างน้อยต้องเข้าตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) อย่างแน่นอน” นายศุภโชค กล่าว

นายณัฐพล ผลเอนก Head of Business Unit A5 Design กล่าวว่า A5 Design เกิดจากประสบการณ์ของ Asset Five ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีมากกว่า 10 ปี ซึ่งเชื่อว่าบ้านที่ดีไม่ได้เกิดจากดีไซน์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง เพื่อสร้างบ้านที่มีทั้งคุณภาพ ความงดงาม และคุณค่าในระยะยาว
A5 Design ไม่เพียงรองรับงานออกแบบและก่อสร้างสำหรับโครงการภายในกลุ่มบริษัทเท่านั้น แต่ยังขยายบริการไปสู่ลูกค้าภายนอก เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดบ้านระดับลักชัวรีที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในระยะยาว
อีกหนึ่งธุรกิจใหม่คือ Upper Class Solution บริษัทในเครือ Asset Five Development ที่ให้บริการด้าน Property Management ควบคู่กับ Home Expert & Lifestyle Services เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในโครงการระดับลักชัวรี ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะสามารถปิดดีลลูกค้า A5 Design ได้ 4-5 โครงการ มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯ 4 โครงการ และพัทยา 1 โครงการ

นายณัฐวัฒน์ หลวงวิเศษ Head of Business Unit Upper Class Solution กล่าวว่า การบริหารโครงการที่ดีไม่ได้เป็นเพียงการดูแลระบบและสถานที่เท่านั้น แต่คือการรักษามาตรฐานของโครงการ และยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว คาดว่าในปีแรกของการเปิดตัว จะมีสัดส่วนลูกค้าของ A5 ประมาณ 70% และลูกค้าภายนอก 30%
การเปิดตัว A5 Design และ Upper Class Solution จึงสะท้อนทิศทางการเติบโตของ A5 ที่ต้องการต่อยอดจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การสร้าง Luxury Living Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงการดูแลประสบการณ์การอยู่อาศัย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต