
BAM ประกาศกร้าวปรับกลยุทธ์ยกแผงรับมือวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อทรุด หักดิบโมเดลธุรกิจเดิมจาก "นักขาย" สู่ "ผู้บริหารสินทรัพย์กินยาว" ดันเช่าระยะยาว 30-50 ปี นำร่องบิ๊กโปรเจกต์ "บ้านพระพิทักษ์" ย่านเสาชิงช้า อายุ 88 ปี ฟื้นคืนชีพเป็น Boutique Hotel และโรงเรียนสอนทำอาหาร ค่าใช้งบรีโนเวท 20 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุนช้อนซื้อ NPL เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท หลังสถาบันการเงินผวาความเสี่ยงสงคราม แห่เทขายหนี้เน่าทะลักพอร์ต

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า จากสถาการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจ การปรับตัวขึ้นของค่าครองชีพ จากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และส่งผลมาถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ทำให้ BAM มีการปรับกลยุทธ์ของการนำทรัพย์รอการขาย (NPA) ที่จากเดิมจากเดิมจะออกมาขายให้กับผู้ซื้อ เปลี่ยนมาเป็นการให้เช่าระยะยาว (Long Lease) มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับภาวะในปัจจุบัน ที่ผู้ซื้ออาจจะชะลอการซื้อทรัพย์มาเป็นเจ้าของเอง และสถาบันการเงินก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงวัตถุประสงค์ของ BAM ที่อยากให้ลูกค้าหลุดพ้นวงจรการเป็นหนี้ และช่วยสร้าง Passive income ให้กับลูกค้าได้
โดยที่กลยุทธ์การนำทรัพย์ออกมาให้เช่าได้นำร่องจาก "โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการ ฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์" ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน”โดยเริ่มต้นจากการพัฒนา “บ้านพระพิทักษ์” ในซอยหลังวัดมหรรณพารามวรวิหาร เป็นบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่อายุ 88 ปี เนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่ากว่า 36.78 ล้านบาท ให้กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการนำ NPA มาคืนชีวิตและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เพื่อมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ ของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BAM ในการยกระดับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็น “เครื่องมือแห่งการสร้างมูลค่าใหม่” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

แนวคิดในการพัฒนาทรัพย์ชิ้นนี้ แทนที่จะมองหาผู้ซื้อรายใหญ่ (ทรัพย์ P) เพื่อเปลี่ยนมือตามปกติ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ (Arsom Silp Institute of the Arts) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ Urban Alliance ทำให้สัมผัสได้ถึง “จิตวิญญาณ” ของบ้านที่เรียกร้องให้คงอยู่คู่ชุมชน จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ 3 สมการเข้มแข็ง ประกอบด้วย:
- ทรัพย์ของ BAM: สินทรัพย์รอการขาย (NPA) ที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม
ผู้เชี่ยวชาญ (Subject Matter Expert): สถาบันอาศมศิลป์ เข้ามาช่วยวางแนวคิดบรูณะบ้านให้คงสภาพเดิม
- ชุมชน: ให้คนในพื้นที่ตรอกศิลป์และตรอกดินสอกว่า 100 หลังคาเรือน เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในนาม วิสาหกิจชุมชนบ้านพระพิทักษ์ ไม่ใช่เพียงแค่ลูกจ้าง
- เนรมิตโรงเรียนสอนทำอาหาร-บูทีคโฮเทล คาดใช้งบในการรีโนเวทกว่า 20 ล้าน จากงบที่ใช้ในการซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาประมาณ 18-19 ล้านบาท สำหรับแผนการพัฒนาบ้านพระพิทักษ์จะมีการปรับปรุงพื้นที่เป็น โรงเรียนสอนทำอาหารไทย ขนมไทยโบราณ คาเฟ่ สวนสาธารณะรวมถึงการก่อสร้างอาคารใหม่ด้านข้างเป็น บูทีคโฮเทลขนาดเล็กประมาณ 10-15 ห้อง
โดยคาดการณ์งบประมาณในการรีโนเวทครั้งนี้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อสร้างโมเดลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และลดปัญหาธุรกิจสีเทาในพื้นที่
ในด้านรูปแบบธุรกิจ BAM ยืนยันว่าจะไม่มีการขายขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์กลับไปเป็นหนี้เสียในอนาคต แต่จะใช้วิธี “ขายผ่อนระยะยาว” หรือ “เช่าระยะยาว” 30-50 ปี ให้กับวิสาหกิจชุมชน โดยตั้งเป้าให้ชุมชนผ่อนชำระปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งทางแบมจะนำเงินจำนวนนี้คืนกลับไปในรูปแบบงบประมาณ CSR เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนไปต่อได้
“เป้าหมายคือให้ลูกหลานในชุมชนมีงานทำใกล้บ้าน ไม่ต้องไปเป็นแรงงานข้างนอก แต่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจและรับส่วนแบ่งเงินปันผลร่วมกัน” ดร.รักษ์ กล่าว


โดยที่กลยุทธ์การนำทรัพย์ออกมาให้เช่าได้นำร่องจาก "โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการ ฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์" โดยที่มีการนำบ้านพระพิทักษ์ มานำเสนอในรูปแบบของการปล่อยเช่าระยะยาว 30-50 ปี ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีความสนใจนำทรัพย์มาพัฒนาต่อยอดและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาดูทรัพย์ 3 ราย โดยอัตราค่าเช่าจะอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท/เดือน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในปัจจุบันที่มองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ แต่ไม่ต้องการที่จะมีความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ และ BAM มีรายได้ประจำจากค่าเช่าเข้ามาเสริม


โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ “บ้านพระพิทักษ์” และย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน ตอกย้ำกลยุทธ์ CSR in Process ที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการพัฒนาขององค์กร และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามกรอบ Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG มุ่งตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ ด้วยการผสมผสานแนวคิดพื้นที่สุขภาวะ (Well-being) เข้ากับย่านศิลปะและการออกแบบอย่างลงตัว ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ย่านศิลปะและการออกแบบที่มีชีวิต” คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน โดยระยะแรกจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านพระพิทักษ์จัดกิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะในช่วงปลายปี 2569 พร้อมผลักดันเป็นแลนด์มาร์ก การท่องเที่ยวแห่งใหม่ เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับย่านเมืองเก่าโดยรอบ

“บ้านพระพิทักษ์” เป็นทำเลศักยภาพย่านเมืองเก่า ใกล้เสาชิงช้า และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดดเด่นรายล้อมด้วยร้านอาหารชื่อดังและจุดเช็กอินสำคัญ ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้ย่านนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้กว่า 600 คนให้ดีขึ้น ผ่านการดึงดูดกลุ่มคนใหม่ ๆ ให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของย่านนี้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 3,000 คน และเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมระดับชุมชนทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
“โครงการที่ตรอกวัดมหรรณพารามวรวิหาร ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดย BAM ยังมีทรัพย์ที่มีลักษณะทรงคุณค่าเช่นนี้ใน “ตู้กับข้าว” อีกประมาณ 4-5 แห่ง ในจังหวัดแพร่ เชียงใหม่ ตรัง และสงขลา (ได้มีการขายทรัพย์ไปก่อนที่ดร.รักษ์ จะเข้ามาบริหาร) หากเป็นมูลค่าทางใจจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นมูลค่าทรัพย์สินจริงจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะใช้โมเดล Copy and Paste หากโครงการแรกนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ร้างให้กลายเป็น Investment of Choice หรือการลงทุนที่เป็นทางเลือกใหม่ที่มั่นคงสำหรับคนไทยในยุคปัจจุบัน” ดร.รักษ์ กล่าว


ดร.รักษ์ กล่าวต่อว่า นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิด “Transforming Non-Performing Assets into Enduring Value” การพลิกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงธุรกิจ แต่รวมถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นทั้ง 5 ดี ไม่ว่าจะเป็นดีต่อพนักงาน ดีต่อผู้ถือหุ้น ดีต่อลูกค้าและลูกหนี้ ดีต่อสังคม และ ดีต่อประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักการดำเนินงานของ BAM
ขณะเดียวกัน BAM ยังมีทรัพย์รอการขาย (NPA) ที่เป็นโรงแรม ซึ่ง BAM จะทยอยนำทรัพย์ออกมานำเสนอให้กับผู้ประกอบการที่สนใจในรูปแบบการให้เช่าเช่นเดียวกัน แต่ระยะเวลาการเช่าทรัพย์ที่เป็นโรงแรมอาจจะมีระยะเวลา 3 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถให้ผู้ประกอบการทดลองการเริ่มธุรกิจโรงแรมได้ รวมถึงการที่ขยายไปสู่กลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มองหาการสร้าง Passive income รายเดือน ซึ่ง BAM มี NPA ที่เป็นห้องชุดพักอาศัยในคอนโดมิเนียมที่สามารถปล่อยเช่าได้ โดยโมเดลของ BAM จะเป็นการนำห้องชุดพักอาศัยมานำเสนอกับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจ โดยเป็นห้องชุดพักอาศัยพร้อมผู้เช่า และดูแลเรื่องการบริหารให้ 1 ปี และหักรายได้จากค่าเช่าบางส่วนให้กับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจ ทำให้ทั้ง BAM และนักลงทุนรายย่อย สามารถได้รับ Passive income ไปพร้อมกัน โดยที่นักลงทุนรายย่อยไม่ต้องสร้างภาระหนี้สินผูกพันระยะยาว


“การปรับกลยุทธ์ธุรกิจของ BAM ในการนำทรัพย์มาให้เช่าลักษณะ Lone Lease เพื่อเป็นการร่วมกันสร้าง Passive income และทำให้ลูกค้าของ BAM ไม่ต้องกลับมาสู่วงจรหนี้ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าที่ซื้อไปไม่สามารถจ่ายต่อได้ไหว ก็กลับมาเป็น NPL อีก เราไม่อยากเห็นแบบนี้ ทำให้วันนี้ต้องคิดต่างออกไปจากเมื่อก่อน BAM สามารถสร้างมูลค่าและสร้างรายได้จากทรัพย์ของเราได้ ทำให้เราเองต้องมองตัวเองเปลี่ยนเป็นกองทุนที่บริหารจัดการสินทรัพย์” ดร.รักษ์ กล่าว
ดร.รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและผันผวนในปัจจุบัน ทำให้การเจรจาเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่าง สถาบันการเงิน กับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (JV AMC) กับพันธมิตร มีมุมมองและความต้องการในการดำเนินธุรกิจของพันธมิตรที่เจรจาเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยที่พันธมิตรที่ เจรจาอยู่นั้น มีความต้องการจะดำเนินการควบคู่ทั้ง JV AMC และการขายหนี้ออกไป แต่ส่วนใหญ่จากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ทำให้พันธมิตรมีความสนใจเอนเอียงไปด้านการขายหนี้ออกมากกว่า เพราะทำให้หนี้เสีย (NPL) ลดลงจากพอร์ตได้ทันที ทำให้จะเห็นแนวโน้มที่ปริมาณหนี้ NPL ที่สถาบันการเงินจะขายมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ BAM เตรียมในการปรับเพิ่มงบลงทุนรองรับการซื้อหนี้เป้า 15,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท


ด้านผลการดำเนินงานของ BAM ในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา ในส่วนของผลเรียกเก็บยังทรงตัวจากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะยังไม่ได้มีผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นเข้ามากระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้มากอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในไตรมาส 2/2569 บริษัทก็ยังติดตามสถานการณ์ของการจัดเก็บหนี้ แต่คาดว่าหากมีการลดลงก็อาจจะลดลงไม่มาก อย่างไรก็ตามบริษัทก็ยังคาดว่าภาพรวมของผลการดำเนินงานของ BAM จะเห็นการเติบโตที่โดดเด่นในครึ่งปีหลังของปี 2569 เพราะจะเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเห็นดอกผลที่กลับเข้ามาจากการร่วมมือกับพันธมิตรในปีก่อน ได้แก่ การร่วมมือกับบริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน), บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ BKA และบริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด(มหาชน) หรือ SA เป็นต้น

นายวสันต์ เทียนหอม กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน BAM กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BAM มีบทบาทดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการบริหาร “สินทรัพย์รอการขาย” หรือ NPA มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยทิ้งร้างหรือหยุดนิ่งให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า CSR in Process ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานหลักขององค์กร
ทั้งนี้ BAM มองว่า NPA เป็น “ทรัพย์ของแผ่นดิน” ที่มีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่การพัฒนาจะเกิดคุณค่าได้อย่างแท้จริง ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจของบริบทพื้นที่ ประวัติศาสตร์ และผู้คน จึงเป็นที่มาของ “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อยกระดับการพัฒนา NPA ให้ก้าวไปไกลกว่าการบริหารสินทรัพย์ทั่วไป สู่การสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการมี ส่วนร่วมของชุมชน ผสานความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมจากสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ และการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตได้อย่างเหมาะสม


“โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ จะกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลของ BAM ในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ รอการขายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและด้านธุรกิจแบบยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาสินทรัพย์รอการขายที่จะนำไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ” นายวสันต์ กล่าว
ด้านอาจารย์ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวว่า โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ เป็นหนึ่งโอกาสสำคัญที่สถาบันอาศรมศิลป์จะได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับย่านเมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร โดยมี “บ้านพระพิทักษ์” เป็นคานงัดสำคัญในการริเริ่มขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและการบริหารจัดการย่านแบบบูรณาการในอนาคต ผ่านการพัฒนาที่ผสานมุมมองหลากหลายและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐและเอกชน ตลอดจนภาควิชาการและวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม การออกแบบเมือง และการบริหารจัดการ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูย่านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างยั่งยืน

“เราคาดหวังว่าบ้านพระพิทักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองรูปใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่คือการเริ่มต้นออกแบบอนาคตของย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในโอกาสนี้ขอขอบคุณ BAM ที่เล็งเห็นคุณค่าของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างคุณค่าระยะยาวต่อชุมชน เมือง และสังคม” อาจารย์ธีรพล กล่าวในที่สุด


***ประวัติความเป็นมา พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์-เกิด พ.ศ. 2422 อ.เมือง จ.นครราชสีมา
- เริ่มรับราชการใน พ.ศ. 2437 เสมียนกรมทหารบก มณฑลนครราชสีมา
- หลัง พ.ศ. 2457 ย้ายไปกรมยกบัตรทหารบก สมุห์บัญชี รพ. สภากาชาด, กรมแพทย์สุขาภิบาล
- อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก
- ออกจากประจำการหลัง พ.ศ. 2475
- ถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2500 อายุ 78 ปี
***ข้อมูลบ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์
บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ตั้งอยู่ในตรอกตึกดิน ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเมืองเก่ารัตนโกสินทร์ใกล้กับเสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ปลูกสร้างประมาณ 88 ปี (พ.ศ. 2480) ซึ่งขณะนั้น (16 เม.ย. 2468 – 20 ก.พ. 2484) ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์คือนางพิทักษ์ ยุทธภัณฑ์ (มณี สุวรรณเหม) พิทักษ์ยุทธกิจ เป็นภริยาของ พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) “อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก”