ประเด็นร้อนในแวดวงตลาดทุนขณะนี้ คือกระแสข่าวการปรับโครงสร้างธุรกิจของ บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ที่อาจมีการโยกย้ายบริษัทลูกบางส่วนเข้าสู่โครงสร้าง Virtual Bank ซึ่งกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นี้
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า หากมีการโอนย้ายบริษัทลูก 3 แห่ง ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สูง โดยเฉพาะกลุ่มการเงินดิจิทัลและบริการทางการเงิน ไปอยู่ภายใต้โครงสร้าง Virtual Bank จริง จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของ CPALL อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจกดดันราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นักวิเคราะห์รายเดิม ยังวิเคราะห์อีกว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกแข่งขันสูง การเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักเริ่มเผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว หากมีการนำ “สินทรัพย์คุณภาพ” หรือธุรกิจที่สร้างกำไร ออกจากบริษัทแม่เพิ่มเติม อาจยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน มีการมองว่า แนวคิดการโยกย้ายธุรกิจดังกล่าว อาจมีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้ธุรกิจสถาบันการเงินอยู่ภายใต้โครงสร้างที่สามารถกำกับดูแลได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมักใช้โครงสร้าง Holding Company เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกำกับดูแลซ้ำซ้อน
แต่ถึงอย่างนั้น นักวิเคราะห์รายดังกล่าว เชื่อว่า “ท้ายที่สุดอาจไม่มีการโยกย้ายเกิดขึ้นจริง” โดยมองว่า การเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม อาจเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแล แต่สุดท้ายอาจจบลงด้วยการที่ผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติ
ทั้งนี้ ยังมีการเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยติดตามและเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เพื่อใช้สิทธิ์และรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้และมูลค่าของบริษัทในระยะยาว
ส่วนบทบาทของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น แหล่งข่าวฯ มองว่า ในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ เพราะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง แต่หากที่ประชุมมีมติอนุมัติให้โอนย้ายสินทรัพย์ออกไปจริง หน่วยงานกำกับดูแลอาจต้องเข้ามาตรวจสอบและพิจารณาผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นและมูลค่าบริษัทอย่างใกล้ชิด