กลุ่มบริษัท บีเจซี บิ๊กซี เผยผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานปกติแตะ 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% พร้อมบันทึกกำไรพิเศษจากการขายที่ดินกว่าหมื่นล้านบาท เดินหน้าจัดระเบียบวินัยทางการเงินและลดหนี้สินอย่างมีนัยสำคัญ ประกาศแผนยุทธศาสตร์มุ่งสู่ปี 2030 ปฏิรูปโครงสร้างค้าปลีกด้วยการปิดสาขาบิ๊กซี ที่ไม่ทำกำไรในไทย-กัมพูชา พร้อมเดินหน้ารีโนเวตสาขาเดิมสู่ “คอมมูนิตี้ฮับ” และขยาย “มินิบิ๊กซี” รูปแบบใหม่ขนาด 300 ตารางเมตร ที่สร้างยอดขายโต 11% -คืนทุนไวกว่าเดิม ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว-กระป๋องขึ้นแท่นเป็นฮีโร่ทำเงินหลักจากความต้องการซื้อที่ล้นตลาด ปักหมุดโตระยะยาวด้วยการทุ่มงบ 5,438 ล้านบาท สร้างโรงงานสินค้าอุปโภคบริโภคอัจฉริยะระบบอัตโนมัติครบวงจร คาดเสร็จปี 2028 ชูธุรกิจบรรจุภัณฑ์ขึ้นแท่น "ผู้อยู่รอดรายสุดท้าย" กวาดดีมานด์ล้นตลาด พร้อมปักหมุด MM Mega Market เวียดนาม เป็นแม่ทัพสร้างกำไร เบอร์หนึ่งค้าส่ง-เติบโตระดับดับเบิลดิจิต ตั้งเป้าดันสัดส่วนกำไรเวียดนามแตะ 40-50% ปูทางนำกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC หรือ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยถึง ทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2569 ว่า ยังคงมีปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น ปัญหาความขัดแย้งและสภาวะสงครามในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมความเชื่อมั่น (Sentiment) ของนักลงทุนภาคเอกชนและการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น ในส่วนของตลาดประเทศไทย ทิศทางยอดขายเริ่มส่งสัญญาณบวกและปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทกำลังเร่งดำเนินการกระตุ้นยอดขายในทุกช่องทางจำหน่ายเพื่อผลักดันให้ตัวเลขผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังกลับมาเติบโตอย่างงดงามและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวต่อไป อย่างไรก็ดี นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผลักดันประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ของรัฐบาลเวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ทำให้บริษัทชั้นนำของไทยรวมถึง BJC ได้รับอานิสงส์และผลตอบแทนที่ดีกลับคืนมา
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 บริษัทฯมียอดขายเติบโตในอัตราประมาณ 2.6% สอดคล้องใกล้เคียงกับทิศทางผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit After Tax - NPAT) อยู่ที่ 1,228 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ผลประกอบการสุทธิในไตรมาสนี้ยังมีตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเด่นชัดจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายที่ดินที่ดำเนินงานเสร็จสิ้นไปมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท โดยบริษัทฯได้ปรับกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์และสามารถปิดดีลขายที่ดินได้จริงรวมทั้งสิ้น 19 แปลง จากแผนงานทั้งหมด 33 แปลง คิดเป็นมูลค่ารวมทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 9,000 ล้านบาท ไปแตะระดับกว่า 10,000 ล้านบาท และสามารถสร้างกำไรพิเศษจากส่วนนี้ได้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้นำเงินที่ได้รับไปทยอยชำระคืนหนี้สินบางส่วนและหมุนเวียนเพื่อมุ่งเน้นวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด

ในส่วนของการบริหารจัดการภายในองค์กร บริษัทได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ยอดขายระดับบน (Top Line) เผชิญความท้าทาย โดยมุ่งบริหารวงจรเงินสด (Cash Cycle) การปรับปรุงประสิทธิภาพต้นทุน (Cost Optimization) สต็อกสินค้าคงคลัง ยอดบัญชีเจ้าหนี้และลูกหนี้ (AP/AR) จนสามารถผลักดันตัวเลขประสิทธิภาพภายในไปสู่ระดับที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับอดีต และส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยืนยันอันดับเครดิตของบริษัทที่ระดับ A แนวโน้มคงที่ (Stable Rating) ท่ามกลางภาวะที่บริษัทยังมีภาระหนี้สินในระดับสูง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงผลกำไร (Profit Improvement Plan - PIP) ผ่านนวัตกรรมและระบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งในไตรมาสนี้สามารถสร้างผลตอบแทนจากการประหยัดต้นทุนได้ถึง 525 ล้านบาท และเมื่อนับรวมในช่วงครึ่งปีแรกสามารถประหยัดต้นทุนสะสมไปได้แล้วกว่า 917 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยหนุนตัวเลขกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัท

กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ซึ่งประกอบด้วยขวดแก้วและกระป๋องในสัดส่วนประมาณ 50-50% ได้ขึ้นแท่นเป็นฮีโร่หลักในการสร้างยอดขายและกำไรให้แก่กลุ่มบริษัทฯ โดยธุรกิจแก้วมีสัดส่วนสร้างกำไรประมาณ 31% และธุรกิจกระป๋องประมาณ 28% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยเฉพาะธุรกิจขวดแก้วที่เผชิญภาวะความต้องการซื้อล้นตลาดอย่างรุนแรง (Overdemand) หลังจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมมีการลดกำลังการผลิตลงจากการปิดเตาหลอมแก้วไป 2 เตาในช่วงต้นปี ส่งผลให้ BJC อยู่ในฐานะ "ผู้อยู่รอดรายสุดท้าย" (Last Man Standing) ที่สามารถรองรับความต้องการส่วนเกินดังกล่าวได้ทั้งหมด จนกำลังการผลิตขวดแก้วถูกจับจองล่วงหน้าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไปจนถึงสิ้นปี 2569
ในด้านการจัดการต้นทุน บริษัทฯได้ทำการล็อกราคาวัตถุดิบหลักอย่างโซดาแอช (Soda Ash) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนการผลิตขวดแก้วทั้งหมดไว้ล่วงหน้าจนถึงช่วงกลางปี 2570 พร้อมทั้งลดการพึ่งพิงวัตถุดิบใหม่ด้วยการใช้เศษแก้วรีไซเคิล (Cullet) เข้ามาบริหารจัดการ อีกทั้งยังมีโครงสร้างสัญญากับคู่ค้าที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่ผันผวน (Pass-Through Cost) ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าพลังงานได้สูงถึง 70% สำหรับกลุ่มคู่ค้าภายนอกกว่า 230 ราย ขณะที่ยอดขายกว่า 49% เป็นการจำหน่ายให้กลุ่มพันธมิตรหลักอย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ส่วนบรรจุภัณฑ์กระป๋องสามารถส่งผ่านต้นทุนตามโครงสร้างสัญญาได้เกือบ 100% และผลประกอบการมีอัตรากำไรขั้นต้น (GP) พัฒนาดีขึ้น 86 basis point เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางฐาปณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงยุทธศาสตร์การผลิตและการขยายตลาดของบรรจุภัณฑ์ BJC ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการจัดทำแผนขยายเตาหลอมแก้วในประเทศเวียดนามเพื่อรองรับความต้องการที่ล้นตลาดและขยายการเติบโต ขณะที่ในประเทศไทยมีการพัฒนานวัตกรรมเตาหลอมขนาดเล็กเพื่อผลิตขวดพรีเมียมสำหรับกลุ่มเวชสำอาง (Cosmetic) ที่มียอดสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) ในระดับต่ำเพียง 50,000 ขวด แทนที่จะต้องสั่งผลิตหลักล้านขวดเหมือนในอดีต ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้เป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการผลิตขวดแก้วขนาดใหญ่พิเศษขนาด 1.5 ลิตร และการผลิตสีพิกเมนต์ขวดแก้วด้วยตัวเองเพื่อลดต้นทุนการนำเข้า
ด้านธุรกิจกระป๋อง ได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างมากจากกิจกรรมมหกรรมฟุตบอลโลก ส่งผลให้ปริมาณการขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเกิดการประหยัดต่อขนาด(Economy of Scale) ทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดต่ำลงและสร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้นโดยปริยาย
สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ อาหาร (Food), สินค้าส่วนบุคคลและเครื่องใช้ในครัวเรือน (Non-Food), ธุรกิจการค้าต่างประเทศในเวียดนาม (International) และธุรกิจโลจิสติกส์ที่ดำเนินงานร่วมกับ BJC DHL
ในส่วนของกลุ่ม Non-Food แบรนด์สบู่นกแก้วยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างเหนียวแน่นด้วยส่วนแบ่งการตลาด 73.2% ครองความเป็นอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปีนับตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งแบรนด์ อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มตลาดสบู่ก้อนที่เปลี่ยนผ่านไปสู่สบู่สมุนไพรที่มีสัดส่วนถึง 63% ของตลาดรวม บริษัทฯจึงได้เปิดตัวสบู่สมุนไพรแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ชื่อ "เลอา" (Leila) จำนวน 3 สูตรเพื่อรุกเจาะตลาดสมุนไพรที่มีอัตรากำไรสูงและท้าชนกับแบรนด์เจ้าตลาดเดิม โดยตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสบู่โดยรวมทั้งสบู่ก้อนและสบู่เหลวภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่เป็นผู้นำในหมวดหมู่สบู่ก้อนบิวตี้ (Beauty Bar Soap)
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแบรนด์ของใช้ส่วนบุคคลอื่นๆ อาทิ DMP ที่ขยายเซกเมนต์จากเด็กเล็กสู่กลุ่มวัยรุ่นด้วยนวัตกรรมสบู่ผสมกลิตเตอร์, แบรนด์ดูแลเส้นผม Promise, แบรนด์เวชสำอาง Facis ที่เตรียมขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการตอบรับที่ดีในช่องทางอีคอมเมิร์ซ และแบรนด์สำหรับผิวแพ้ง่าย Aegis ขณะที่กลุ่มสินค้ากระดาษทิชชู่ Cellox และ Maxmo ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีแผ่นซึมซับ "Maxmo Extreme" ที่ทนทานเมื่อเปียกน้ำและซึมซับได้มากกว่าเดิมถึง 4 เท่า
ด้านกลุ่มสินค้าอาหาร (Food) แม้ภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศจะเติบโตเพียง 2.5% แต่พอร์ตโฟลิโอขนมขบเคี้ยวของ BJC (อาทิ แบรนด์เทสโต และโดโซะ) สามารถสร้างการเติบโตได้สูงถึง 15% ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดขยับจาก 9% ขึ้นมาแตะระดับเลขสองหลักที่ 10% ได้สำเร็จ ด้วยกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นแนวคิดเพื่อสุขภาพและเวลเนส (Health & Wellness) เช่น โปรตีนชิป (Protein Chips) ที่ให้โปรตีนสูงถึง 12 กรัม, ข้าวอบกรอบโดโซะรสข้าวอบกุ้งที่พัฒนาแบบอบไม่ทอด, เยลลี่ผสมสมุนไพร Herby ที่ช่วยเรื่องสายตา การขับถ่าย และความจำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ขายดีอย่างเทสโตรสพริกจักรพรรดิที่มียอดขายดีต่อเนื่อง โดยกลุ่มอาหารตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นอันดับ 3 ที่แข็งแกร่งในตลาดอาหารโดยรวมภายในปี 2030 (พ.ศ.2573)
เพื่อสนับสนุนแผนงานการเติบโตในอนาคตสู่ปี 2030 BJC อยู่ระหว่างการเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณสูงถึง 5,438 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งใหม่ "รูเบีย" (Rubia) เพื่อผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) และโรงงานกลุ่มผลิตภัณฑ์นมจากพืช (Plant-based Milk) ในส่วนของโรงงานแดรี่ (Dairy) โรงงานใหม่แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของบิ๊กซีที่มีคลังสินค้าขนาดใหญ่กว่า 89,000 ตารางเมตร คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม ปี 2028 (พ.ศ.2571) เพื่อทดแทนโรงงานเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 40 ปีจนกำลังการผลิตเต็มพิกัดและต้องส่งงานบางส่วนให้แก่ผู้รับจ้างผลิตภายนอก (OEM) โรงงานแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เต็มรูปแบบเพื่อลดการพึ่งพิงแรงงานมนุษย์และเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 30% คาดว่าจะสร้างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) สูงถึง 24% มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปีเศษ และสร้างผลประโยชน์ประหยัดต้นทุนรวม (Cost Saving) ได้สูงถึง 160 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นส่วนการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์จากการขนส่งสินค้าตรงข้ามถนนเข้าสู่คลังบิ๊กซีได้ทันทีประมาณ 46 ล้านบาทต่อปี โดยผลผลิตประมาณ 10% จะถูกส่งไปจำหน่ายในช่องทางบิ๊กซี และอีก 90% จะถูกส่งออกและกระจายในช่องทางอื่นๆ

กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ (Healthcare) กำลังเผชิญความท้าทายจากการเลื่อนเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐซึ่งส่งผลกระทบต่อสัดส่วนยอดขายโรงพยาบาลรัฐบาลที่เป็นฐานลูกค้าใหญ่ แต่ในส่วนของกลุ่มยาและเวชสำอาง (Pharmaceutical) ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มคลินิกความงามที่มียอดขายโบท็อกซ์เป็นอันดับหนึ่ง พร้อมการเปิดตัวนวัตกรรมฉีดผิวใหม่อย่างสารกลุ่ม Biostimulator "Pestem" จากประเทศเกาหลีใต้ ขณะที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ทางเทคนิคสร้างการเติบโตจากกลุ่มส่วนผสมระดับพรีเมียม (Premium Ingredients) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเบเกอรี่ของบิ๊กซี และวัตถุดิบสำหรับเครื่องสำอาง
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะบรรเทาปวด "ซาลอนพาส" (Salonpas) แบรนด์ญี่ปุ่นอายุ 170 ปีที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายมานาน 5 ปี ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รูปแบบเจลและครีม (Salonpas Gel/Cream) เพื่อรุกเข้าสู่ร้านค้าโชห่วยและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เนื่องจากแผ่นแปะรูปแบบเดิมติดข้อจำกัดด้านกฎหมายยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมกันนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างการจดทะเบียนแผ่นแปะสูตรสมุนไพรเพื่อปลดล็อกการจำหน่ายในทุกช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

สายธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail) ซึ่งรวมผลการดำเนินงานของบิ๊กซี ประเทศไทย และเวียดนาม มียอดขายรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 1.8% ถึง 2.1% โดยบิ๊กซี ประเทศไทย ปรับตัวลดลง 3.5% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการปิดสาขาขนาดใหญ่ (Hypermarket) ที่ผลประกอบการไม่คุ้มค่ากับการลงทุนรีโนเวตจำนวน 12 สาขาในปี 2569 นี้ จากปัจจัยด้านผังเมืองที่เปลี่ยนไป การแข่งขันที่รุนแรง และทำเลที่ไม่เอื้ออำนวย ขณะที่กลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก (Mini Big C) ได้ทำการปิดสาขาไปแล้ว 26 สาขาในปีนี้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ภายใต้แผนการปรับโครงสร้าง และจะเหลือการปิดสาขาตามรอบปกติเพียงปีละประมาณ 5 สาขาในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ชดเชยการลดสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่แบบเดิมด้วยการเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มการขายรูปแบบใหม่เพื่อสร้างช่องทางกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ภายใต้แผนการปรับโฉมบิ๊กซี ประเทศไทย บริษัทฯได้ดำเนินโครงการปรับปรุงสาขา (Renovation) ทั้งหมด 18 สาขา ซึ่งปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์แล้ว 7 สาขา (อาทิ พัทยากลาง, หางดง และภูเก็ต) โดยสาขาที่ผ่านการรีโนเวตสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายเฉลี่ย (Sales Uplift) ได้ถึง 10.3%, ยอดการซื้อต่อบิลเติบโต 8.3% และช่วยดึงดูดรายได้จากพื้นที่เช่า (Town Center Revenue Uplift) เติบโตถึง 17.9% ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ของสาขาที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 93.4% และส่งผลให้อัตราการเช่ารวมทุกสาขาขยับขึ้นจาก 90.9% เป็น 92.4% โดยมีรายได้ค่าเช่ารวมเติบโตขึ้น 3.9% เพื่อมุ่งสู่การประกาศ "อวสารไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบเดิมๆ" และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "คอมมูนิตี้ฮับ" ของชุมชนที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย ปรับปรุงพื้นที่ศูนย์อาหาร แสงสว่าง ที่จอดรถ และจุดบริการลูกค้าอย่างครบครัน
ด้านการขยายสาขาขนาดเล็ก (Mini Big C Expansion) บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่รวม 200 สาขา โดยเปลี่ยนมาเน้นรูปแบบขนาดใหญ่ 300 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์“บิ๊กซี มินิ (Big C Mini) ขยับขนาดขึ้นจากไซส์เดิมที่เฉลี่ยอยู่ราว 135, 180 และ 200 ตารางเมตร ซึ่งจะเปิดให้ครบ 120 สาขาภายในสิ้นปี 2569 นี้ จากฐานสาขารวมกว่า 1,400-1,500 สาขา
ทั้งนี้ สาขาขนาด 300 ตารางเมตรรูปแบบใหม่ใช้เงินลงทุนประมาณ 8.3 ล้านบาทต่อสาขา (สูงกว่าโมเดลเดิมที่ใช้ 6 ล้านบาท) แต่สามารถสร้างยอดขายเติบโตขึ้น 11% และมีระยะเวลาคืนทุนที่สั้นลงเหลือเพียง 5 ปี 3 เดือน (เทียบกับโมเดลเดิมที่ใช้เวลา 5 ปี 6 เดือน) ภายในสาขาจะมีจุดเด่นและการเพิ่มโซนบริการใหม่ๆ ประกอบด้วย
- การจัดการโลจิสติกส์อัจฉริยะ: ใช้สาขาบิ๊กซีขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าแม่บท (Hub) ในการกระจายและจัดส่งสินค้ากลุ่มของสด (Fresh Food) และกลุ่มอาหารพร้อมทาน (Delica) ไปยังสาขามินิในแต่ละจุดทุกวัน
- โซนคาเฟ่ขนาดเล็ก (Mini Cafe): บริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ โกโก้ ซอฟต์เสิร์ฟ และเบเกอรี่ เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาลิ้มลองและใช้บริการ
- โซนสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (HBA): รวบรวมกลุ่มสินค้าแบรนด์ชั้นนำรวมถึงสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเบื้องต้นที่สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีเภสัชกรประจำร้าน นอกจากนี้ยังมีการนำแบรนด์ Pure เข้ามาจำหน่ายและขยายสเปซครอบคลุมกว่า 1,000 สาขา
- ขยายความจุสินค้า (SKU): ปรับเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในร้านจากเดิม 5,000 รายการ ขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 รายการในปัจจุบัน และตั้งเป้าหมายสูงสุดที่ 10,000 รายการ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของชุมชน
- โซนสินค้าสำหรับเด็กและของเล่น (Kids Zone): เพิ่มพื้นที่สร้างความสุขและประสบการณ์ที่ดีให้แก่กลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่
- สินค้านำเข้าคุ้มค่าราคาประหยัด: บริการกลุ่มสินค้านำเข้าพิเศษโดยเฉพาะ “ไวน์นำเข้า” (Wine Import) จากแหล่งผลิตชั้นนำอย่างประเทศชิลี ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส โดยวางระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ขวดเล็ก 159 บาท ไปจนถึงไวน์เกรดพรีเมียมจากแคว้นบอร์โดที่ราคา 399 ถึง 1,099 บาท เพื่อมอบความคุ้มค่าและทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคและกลุ่มร้านอาหารรายย่อย

นอกจากนี้ บิ๊กซียังประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Private Label) จนมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 17.6% ของยอดขายรวม ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ถึง 121 basis point โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับการยกระดับกลุ่มอาหารสดผ่านแบรนด์ "We Are Delica" (VR Delica) ที่นำเสนอเมนูปรุงสดใหม่ทุกวันกว่า 53 เมนู ในราคาเข้าถึงง่าย 39-99 บาท ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทดลองที่สาขาเอกมัย และกำลังขยายผลไปสู่ 19 สาขาใหญ่ เพื่อใช้สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นฮับในการกระจายอาหารสดที่ปรุงจากครัวร้อนไปสู่มินิบิ๊กซีในเครือข่ายใกล้เคียง
กลุ่มช่องทางการขาย Omnichannel และการค้าแบบเครือข่าย หรือ OSX มีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 14.8% ของยอดขายรวม ประกอบด้วย ช่องทางค้าปลีกออนไลน์ (E-commerce), ธุรกิจค้าส่งแบบ Business-to-Business (B2B) และแพลตฟอร์ม "โดนใจ" (Don Jai) โดยช่องทาง E-commerce ถือเป็นกลุ่มที่สร้างอัตรากำไรดีที่สุดและไม่มีผลขาดทุน ขณะที่บริษัทฯจงใจลดสัดส่วนยอดขายค้าส่ง B2B ที่ให้อัตรากำไรต่ำ (เช่น ยอดขายบุหรี่) ลง ด้านแพลตฟอร์ม "โดนใจ" ที่เข้าไปสนับสนุนพัฒนาระบบเครื่องรับชำระเงิน (POS) และจัดส่งสินค้าให้แก่ร้านค้าโชห่วยท้องถิ่น ปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 45,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 4-5% และได้ขยายศูนย์กระจายสินค้า (Hub) และศูนย์ VAL Hub จากเดิม 75 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งทีมงานโดนใจยังได้ขยายบริการไปสู่กลุ่มธุรกิจโฮเรก้า (Horeca) เพื่อจัดส่งวัตถุดิบอาหารสด (เช่น ปลาแซลมอน และเนื้อหมู) ให้แก่ร้านอาหารตามตรอกซอกซอยต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย
ด้าน “MM Mega Market เวียดนาม” ถือเป็นจิ๊กซอว์ใหม่ที่ BJC เข้าควบรวมกิจการเต็ม 100% ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยในไตรมาสที่ 2 นี้ MM เวียดนามสามารถสร้างยอดขายเติบโตในระดับ Double Digit มีอัตราเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในรูปสกุลเงินดองสูงถึง 8.9% และสร้างกำไรสุทธิรวม 145 ล้านบาท แม้จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายจากการเข้าซื้อกิจการจำนวน 32 ล้านบาท (คิดเป็นส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่รวมเข้ามาในงบการเงินของ BJC ตามสัดส่วนเวลารวม 97 ล้านบาท และหักต้นทุนทางการเงินแล้วเหลือสุทธิกว่า 60 ล้านบาท) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีศักยภาพในการทำกำไรเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอโดยไม่สร้างภาระทางการเงินที่หนักเกินไป
ปัจจุบัน MM เวียดนามมียอดขายจากสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (PLM) ที่ 16% (เป้าหมาย 30% ในปี 2030) มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์สูงถึง 19% ของยอดขายรวม และมีสัดส่วนสมาชิกที่กลับมาซื้อซ้ำสูงถึง 84% จากฐานสมาชิก 2 ล้านราย โดย MM เวียดนามครองตำแหน่งแชมป์อันดับหนึ่งในตลาดค้าส่ง (Cash & Carry) ด้วยส่วนแบ่งตลาดสาขาขนาดใหญ่กว่า 18% เน้นฐานลูกค้ากลุ่มโรงเรียนนานาชาติ โรงแรม 5 ดาว และร้านอาหารชั้นนำ ผ่านจุดเด่นในการจัดหาวัตถุดิบสดตรงจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค (Farm-to-Fork) ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 18 ปี

อย่างไรก็ตามบริษัทฯมีแผนที่จะขยายสาขาของ MM เวียดนาม เพิ่มอีกประมาณ 4 สาขา (ผสมระหว่างขนาดใหญ่และขนาดเล็ก) โดยใช้เงินงบประมาณลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของเวียดนามเองโดยไม่มีการกู้เงินเพิ่ม โดยการก่อสร้างร้านค้าขนาดเล็กในเวียดนามมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูงมาก ซึ่งใช้เงินลงทุนเพียงประมาณ 6 ล้านบาทต่อสาขา (เท่ากับมินิบิ๊กซี 1 สาขาในไทย) เนื่องจากต้นทุนค่าแรง ค่าก่อสร้าง และค่าไฟในเวียดนามอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับการขยายสาขาขนาดใหญ่อย่างสาขาดานัง (Danang) ซึ่งเป็นศูนย์การค้าเต็มรูปแบบพื้นที่เช่าขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร จะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯจะยังคงใช้แบรนด์ MM Mega Market ต่อไป ขณะที่สาขาบิ๊กซีเดิมที่เครือเซ็นทรัลขอใช้สิทธิ์เครื่องหมายการค้าไว้เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในช่วงปลายปี 2027 (พ.ศ.2570) ทาง BJC เตรียมที่จะเปลี่ยนป้ายและแบรนด์เหล่านั้นกลับมาเป็นระบบของ MM เวียดนาม เนื่องจาก BJC เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าดังกล่าว
“ประเทศเวียดนามยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่โดดเด่นนำหน้าหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 8.19% - 8.2%. การเติบโตในไตรมาสนี้สะท้อนผ่านยอดขายของ MM Mega Market เวียดนาม ในเทอมของสกุลเงินดอง (VND) ที่เติบโตถึง 8.9% (หรือคิดเป็นอัตราเติบโตประมาณ 5.9% เมื่อแปลงมูลค่ากลับมาเป็นสกุลเงินบาท) โดยที่อัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth - SSG) ยังคงรักษาสถานะเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่ง ความสำเร็จในตลาดเวียดนามปัจจุบันเป็นผลสัมฤทธิ์จากวิสัยทัศน์ในระยะยาวของ คุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่ได้ให้แนวทางขับเคลื่อนธุรกิจในแถบภูมิภาคนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน และในปัจจุบัน บริษัทยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ในภูมิภาคแอฟริกาและสหรัฐอเมริกาเพื่อนำสินค้าไทยไปขยายตลาด” นางฐาปนี กล่าว
สำหรับตลาดค้าปลีกในประเทศกัมพูชา BJC ได้ทำการประเมินทบทวน (Strategic Review) ผลประกอบการของเครือข่ายค้าปลีกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยปัจจุบัน BJC มีสาขาขนาดใหญ่ 2 สาขา และสาขาขนาดเล็ก 19 สาขาในกัมพูชา ซึ่งสาขาขนาดเล็กประสบปัญหาผลขาดทุนสะสมอย่างหนักจนฉุดรั้งกำไรของสาขาขนาดใหญ่ที่ยังมีกำไรเพียงเล็กน้อยให้ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย และไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในอนาคต ส่งผลให้บริษัทฯตัดสินใจดำเนินการเข้าทำข้อตกลงรักษาความลับข้อมูล (NDA) ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายสัญชาติเวียดนามเพื่อคำนวณและประเมินมูลค่ากิจการเพื่อเตรียมเสนอขายธุรกิจค้าปลีกในกัมพูชา โดยหากไม่สามารถขายกิจการได้ในราคาที่เหมาะสม บริษัทฯก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการปิดกิจการและสาขาในกัมพูชาในลักษณะเดียวกับการปิดสาขาที่ขาดทุนในไทย เพื่อรักษาภาพรวมผลกำไรของกลุ่มบริษัทฯ ส่วนการรุกตลาดจีนและฮ่องกง บริษัทเผชิญความท้าทายจากค่าเช่าพื้นที่ในฮ่องกงที่อยู่ในระดับสูงมาก จึงปรับมาเน้นโมเดลศูนย์กลางค้าส่งแบบ B2B และเริ่มขยายฐานธุรกิจเข้าสู่พื้นที่เมืองเซินเจิ้นและกวางโจว ในรูปแบบธุรกิจขนาดเล็ก
ทั้งนี้กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ยังคงเชื่อมั่นในเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยตามยุทธศาสตร์ 5 ปีที่ระดับ 10-15% ไปจนถึงปี 2030 โดยมีธุรกิจในเวียดนามเป็นกลไกสำคัญ ขณะเดียวกัน บริษัทมียุทธศาสตร์การขยายสาขาบิ๊กซีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 24 สาขา เพื่อบรรลุเป้าหมาย 31 สาขาภายในปี 2030 พร้อมทั้งแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ช่องทางการขาย หรือนวัตกรรมเข้ามาเสริมทัพ โดยตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะนำกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Big C Retail) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในกรอบเวลา 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อระดมทุนมาขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพหลังจากจัดระเบียบลดภาระหนี้สินให้ลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ ในปี 2027 ที่จะถึงนี้ จะเป็นปีสำคัญแห่งการเฉลิมฉลองของเครือข่าย BJC ซึ่งครบรอบ 145 ปีของการก่อตั้งกลุ่มบริษัท, ครบรอบ 80 ปีของแบรนด์สบู่นกแก้ว, ครบรอบ 75 ปีของธุรกิจแก้ว, ครบรอบ 45 ปีของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และครบรอบ 34 ปีของบิ๊กซี (รวมถึงการครบรอบ 11 ปีภายใต้การบริหารของ BJC และครบรอบ 25 ปีของการเข้าซื้อกิจการโดยทีซีซี กรุ๊ป) โดยบริษัทจะเน้นการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกและเฉลิมฉลองอย่างคุ้มค่า มีแผนการเปิดตัวโมเดลใหม่ภายใต้ชื่อ "The Color" ในเดือนเมษายน 2027 ณ บิ๊กซีสาขาแจ้งวัฒนะซึ่งเป็นสาขาแรกสุดของบิ๊กซี และเตรียมจัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ความสำเร็จขององค์กรออกเผยแพร่ในช่วงเดือนตุลาคม 2027 อีกด้วย