ขสมก. กางแผนรับมอบรถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เตรียมทยอยนำเข้าประจำการ 3 ล็อต ตั้งแต่ปี 2570 หวังยกระดับคุณภาพบริการและทดแทนรถโดยสารธรรมดา “ครีมแดง” เดิม พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบขนส่งพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ

ทยอยรับมอบ 3 ล็อต
- ล็อตที่ 1: 500 คัน ภายในสิ้นเดือน มี.ค. 2570
- ล็อตที่ 2: 500 คัน ภายในสิ้นเดือน เม.ย. 2570
- ล็อตที่ 3: 520 คัน ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2570
เบื้องต้นจะนำรถ EV ไปให้บริการนำร่องเกือบ 50 เส้นทาง เน้นพื้นที่เขตเมือง ย่านธุรกิจ และเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง เพื่อเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์การเดินทางของประชาชน
เร่งพัฒนาอู่–สถานีชาร์จ
ขสมก.เตรียมพัฒนา 3 อู่ ได้แก่ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และอู่สถานีคลองบางไผ่ วงเงินกว่า 190 ล้านบาท พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จเพื่อรองรับรถ EV โดยรถแต่ละคันใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 ชั่วโมง

เปิดตัวรถต้นแบบ 24 ก.ย. 2569
ขสมก.เตรียมนำรถโดยสารต้นแบบจำนวน 2 คันมาเปิดตัวและทดลองขับในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ก่อนทดสอบการใช้งานจริงโดยพนักงานขับรถ เพื่อประเมินด้านความปลอดภัยและความพร้อมก่อนให้บริการประชาชน
ค่าโดยสารเบื้องต้น 15–25 บาท
ระบบชำระค่าโดยสารเตรียมรองรับทั้ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, EMV และ QR Code เพิ่มความสะดวกให้ผู้โดยสาร ขณะที่การออกแบบตัวรถให้ความสำคัญกับหลัก Universal Design รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม พร้อมติดตั้งแบตเตอรี่บนหลังคารถ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมขัง รวมถึงมีประตูทางหนีไฟ 3 จุด


ลดต้นทุนองค์กรกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงช่วยยกระดับบริการให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และสะดวกสบายขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากรวมรถ EV ทั้ง 2 เฟส คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้กว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี
สำหรับความคืบหน้าการผลิต ขสมก.ได้นำคณะสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานผลิตและประกอบรถโดยสาร EV ณ บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีผู้บริหารจาก นครชัยแอร์ และ เน็กซ์ พอยท์ ร่วมให้การต้อนรับและนำชมกระบวนการผลิต
จ่อ EV เฟส 2 อีก 800 คัน
ขสมก.เตรียมแผนจัดหารถโดยสาร EV ระยะที่ 2 เพิ่มอีก 800 คัน คาดเริ่มให้บริการได้ภายในปี 2571 หากได้รับการอนุมัติงบประมาณ เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านระบบรถโดยสารสาธารณะของกรุงเทพฯ ให้เป็นระบบขนส่งที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น