“บิ๊ก CBG"ลั่นไม่เป็นเหยื่อศก. ดัดหลังตลาดหุ้น! หลังยักษ์ใหญ่ 3 ประเทศบินง้อ 8 รอบ ปักหมุดปี‘72 ปูทางเข้าตลาดระดับโลก ประกาศ!ยอมลดกำไรดึงคนเข้า “CJ MORE”ทุ่ม 5 พันล้านลุยเดี่ยว ปั๊มยอดแสนล้าน
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“บิ๊ก CBG"ลั่นไม่เป็นเหยื่อศก. ดัดหลังตลาดหุ้น! หลังยักษ์ใหญ่ 3 ประเทศบินง้อ 8 รอบ ปักหมุดปี‘72 ปูทางเข้าตลาดระดับโลก ประกาศ!ยอมลดกำไรดึงคนเข้า “CJ MORE”ทุ่ม 5 พันล้านลุยเดี่ยว ปั๊มยอดแสนล้าน

“เสถียร เสถียรธรรมะ”แม่ทัพใหญ่ CBG และ “ซีเจ มอร์” เปิดหน้าสู้กำลังซื้อซบเซา งัดกลยุทธ์ “ยอมหั่นกำไรต่อหน่วย” ตรึงราคาสินค้าคุ้มค่าที่สุด หวังรักษายอดขายและฐานลูกค้าในชุมชน พร้อมเดินหน้าทุ่มงบ 5,000 ล้านบาท เร่งสปีดขยายสาขาเพิ่ม 500 แห่ง ดันรวมแตะ 2,500 สาขาทั่วประเทศ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ทะยานสู่ 80,000 ล้านบาท และแตะ 100,000 ล้านบาทในปี 2570 ขณะที่แผนนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น (IPO) ประกาศปักหมุดปี 2572 ยันไร้แรงกดดันทางการเงิน ไม่รีบระดมทุนชำระหนี้ เผยยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้ง Hang Seng, SGX และ NASDAQ บินเจรจารวมกว่า 8 รอบ ควบคู่การดึง AI ตรวจจับทุจริตหน้าร้าน และอุ้มสินค้าชุมชนผ่านโครงการ CJ STAR ฟรีค่าแรกเข้า มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ CBG ผู้บริหารเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ "ซีเจ มอร์" (CJ MORE) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ว่า ยังไม่สู้ดีนัก ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด สังเกตจากพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านยอดขายร้านอาหารและสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่ประชาชนมีเงินในกระเป๋าลดลง แลัเพื่อตอบรับกับภาวะกำลังซื้อที่จำกัด ซีเจ มอร์ ได้เน้นย้ำกลยุทธ์การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการปรับลดราคาสินค้าในร้านเพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ บริษัทพร้อมที่จะยอมรับผลกำไรต่อหน่วยที่ลดลงเพื่อแลกกับการรักษาปริมาณการขายและจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านให้เติบโตขึ้น แม้ว่าโครงการสวัสดิการของภาครัฐบางโครงการจะไม่ได้รองรับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ซีเจ มอร์ แต่บริษัทได้แก้วิกฤติด้วยการตรึงราคาสินค้าให้ถูกและคุ้มค่าที่สุดเพื่อดึงดูดกำลังซื้อที่เหลืออยู่ในชุมชน สำหรับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น โดยประเมินว่าต้นทุนค่าขนส่งในธุรกิจค้าปลีกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.5% ของต้นทุนทั้งหมด จึงไม่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นั้น บริษัทได้วางกรอบเวลาอย่างเป็นทางการไว้ในช่วงปี 2572 มองว่าไม่มีความจำเป็นหรือแรงกดดันทางการเงินที่จะต้องเร่งรีบนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนชำระหนี้ เนื่องจากโครงสร้างทางการเงินและสถานะสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ที่ผ่านมามีตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำระดับโลกหลายแห่งเดินทางเข้ามาเจรจาและนำเสนอข้อเสนอเพื่อเชิญชวน ซีเจ มอร์ เข้าไปจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง (Hang Seng Index) ได้เดินทางมาเจรจาอย่างเป็นทางการแล้วถึง 5 ครั้ง โดยชูจุดเด่นเรื่องสภาพคล่องการซื้อขายที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เดินทางมาเจรจาแล้ว 2 ครั้ง โดยเสนอสิทธิประโยชน์การใช้เอกสารยื่นไฟลิ่งชุดเดียวกับประเทศไทยเพื่อเข้าจดทะเบียนในสิงคโปร์ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) จากสหรัฐอเมริกาที่เดินทางเข้ามาเจรจาแล้ว 1 ครั้ง อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเลือกตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตนั้น ตนจะพิจารณาจากผลประโยชน์ระยะยาวของบริษัทและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก โดยต้องมั่นใจว่านักลงทุนเข้าใจโมเดลธุรกิจของซีเจ มอร์ อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

”เรายังไม่ได้มีการตัดสินใจในประเด็นการนำธุรกิจของซีเจเข้าตลาดหุ้น เพราะยังต้องการโฟกัสไปที่การขยายการเติบโตให้กับธุรกิจของซีเจ ท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาดี กำลังซื้อยังชะลอตัว ประกอบกับภาวะที่ปัจจัยภายนอกมีความไม่แน่นอน และเข้ามาส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้คนยังอยู่ในโหมดการประหยัด ซึ่งเป็นความท้าทายในด้านของการวางแผนสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของซีเจอยู่บ้าง ขณะที่การดำเนินธุรกิจของกลุ่มคาราบาว และธุรกิจซีเจ ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างระมัดระวัง แม้ว่าในส่วนของ CBG จะไม่มีหนี้ และธุรกิจซีเจเองก็มีหนี้ไม่มากก็ตาม แต่ต้องมีความระมัดระวังความผันผวน และต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิธิภาพ อย่างเช่นในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ก็ต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งให้มีประสิธิภาพ และทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกระทบต่อธุรกิจไม่มาก ซึ่งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากระทบต่อต้นทุนของธุรกิจซีเจ และกลุ่มคาราบาว ไม่มากเพียง 0.5% ถือว่าเป็นระดับที่ยังบริหารจัดการได้“นายเสถียร กล่าว

นายเสถียร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากธุรกิจซีเจ จะมีการพิจารณาเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นต่างประเทศ ก็ต้องพิจารณาดูว่าเมื่อเข้าไปในตลาดหุ้นประเทศนั้นๆแล้ว แบรนด์ของซีเจฯ จะเป็นที่รู้จักของนักลงทุนในประเทศนั้นๆหรือไม่ เพราะหากมองในด้านของนักลงทุนสถาบันก็ถือว่าแบรนด์ซีเจเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน แต่นักลงทุนทั่วไปในประเทศนั้นๆ อาจจะไม่รู้จักแบรนด์ซีเจ ซึ่งต้องคำนึงในปัจจัยพิจารณานี้มาประกอบด้วย

ส่วนการที่จะพิจารณาเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่ผ่านมาที่มีการเลื่อนแผนออกไปก็ยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันก็ยังมีความน่าสนใจมากขึ้น จากการที่เห็นเม็ดเงินลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน แต่ก็ยังไม่ปิดโอกาสที่จะพิจารณาเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ทีมผู้บริหารของบริษัทอยู่ในระหว่างการศึกษา

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานและการขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) นั้น ได้เติบโตมาจากชุมชนเล็กๆ จนสามารถขยายเครือข่ายเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ในปี 2569 นี้บริษัทฯได้วางแผนเร่งขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจำนวน 500 สาขา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มาที่มีอัตราการขยายสาขาปีละประมาณ 300-400 สาขา การขยายตัวดังกล่าวดันให้จำนวนสาขารวมภายในสิ้นปี 2569 นี้เพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 2,500 สาขาทั่วประเทศ ในด้านงบประมาณการลงทุน บริษัทใช้เงินลงทุนเฉลี่ยสาขาละประมาณ 9 - 10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ ทำให้งบลงทุนรวมสำหรับการขยายสาขาในปี 2569 นี้อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างรูปแบบสาขาจากทั้งหมดประมาณ 2,100 - 2,500 สาขานั้น แบ่งเป็นโมเดล “ซีเจ มอร์” (CJ Mall) จำนวนเกือบ 500 สาขา และโมเดล “ซีเจ ซูเปอร์”(CJ Super / Express) จำนวนประมาณ 1,500 - 1,600 สาขา โดยโครงสร้างรายได้รวมของทั้งกลุ่มในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 30% จากปี 2569 ปัจจุบันรายได้จากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกซีเจ มอร์ กลายเป็นพอร์ตหลักที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม ขณะที่รายได้จากธุรกิจเครื่องดื่มคาราบาว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ในด้านฐานผู้บริโภค ปัจจุบัน ซีเจ มอร์ มีผู้ใช้บริการรวมกันมากกว่า 100,000 คนต่อวัน โดยสัดส่วนยอดขายถึง 80% มาจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกรวมกันสูงถึง 12 - 13 ล้านคนทั่วประเทศ

ทั้งนี้การกระจายตัวของสาขาซีเจ มอร์ ในปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ  โดยเป็นสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร - ปริมณฑล  สัดส่วนหลักประมาณ 30% ของสาขาทั้งหมด ขณะที่พื้นที่ภาคอีสานมีสัดส่วนสาขาคิดเป็นเกือบ 20% และพื้นที่ภาคใต้มีสัดส่วนประมาณ 10% หรือคิดเป็นจำนวนสาขาประมาณ 150 สาขา ซึ่งได้ขยายปักธงครอบคลุมลงไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา และภูเก็ต

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือได้ขยายเส้นทางขนส่งและสาขาขึ้นไปถึงจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศในอนาคต แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่าจำเป็นต้องศึกษารูปแบบโมเดลธุรกิจและระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมเพิ่มเติมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญอันเป็นหัวใจของการดำเนินงานคือ โครงการ “CJ STAR ของดี ติดดาว” หรือ CJ Star โครงการที่มุ่งค้นหาและยกระดับสินค้าของดีจากท้องถิ่น ให้ก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งเกิดจากความตั้งใจที่จะตอบแทนและมอบโอกาสกลับคืนสู่ชุมชนที่เคยค้ำจุนซีเจ มอร์ มาตั้งแต่เริ่มต้น โครงการดังกล่าวเป็นการส่งทีมงานลงพื้นที่เฟ้นหาและคัดเลือกสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศเพื่อนำเข้ามาวางจำหน่ายในร้านซีเจ มอร์ ในเฟสแรก ซีเจ มอร์ ได้เข้าไปช่วยเหลือและคัดเลือกสินค้าชุมชนเข้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 21 รายการสินค้า จากผู้ผลิต 14 ราย

"ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับการติดดาวทั้งสิ้น 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า ซึ่งถือเป็นตัวแทน “ของดี” จากชุมชนต่างๆ ที่มีความหลากหลายทั้งอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ความพิเศษคือ สินค้าเหล่านี้จะได้วางขายในบริเวณพื้นที่หัวชั้น “CJ STAR ของดีติดดาว” ในร้าน CJ MORE เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง  โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากความเชื่อว่าในประเทศไทยยังมีของดีอีกมาก โดยเฉพาะของดีในชุมชนซึ่งมีคุณค่าและศักยภาพที่จะไปได้ไกล แต่สิ่งที่ขาดคือโอกาส เพราะเบื้องหลังสินค้าหนึ่งชิ้น ไม่ได้มีเพียงตัวสินค้า แต่คือความตั้งใจ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของคนทำของดีในชุมชน ที่ต้องการโอกาสให้สินค้าของเขาได้เติบโต เราตั้งใจให้ CJ STAR ของดี ติดดาว เป็นมากกว่าโครงการสนับสนุนสินค้า แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเชื่อมต่อของดีจากท้องถิ่น กับโอกาสทางการตลาด และส่งต่อเรื่องราว คุณค่า และความภาคภูมิใจของคนทำของดีจากชุมชนไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ” นายเสถียร กล่าว

สำหรับการดำเนินงานในระยะถัดไป บริษัทเตรียมเปิดเฟส 2 และเฟส 3 ภายในปลายปี 2569 นี้ โดยกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อและพัฒนาสินค้าชุมชนเพิ่มเติมอีกกว่า 40 - 50 รายการทั่วประเทศ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงไปจนถึงปัตตานี แต่อุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการในชุมชนคือการขาดความพร้อมด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่ดึงดูด และการขาดการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้น ซีเจ มอร์ จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างครบวงจร ทั้งการใช้โรงงานพันธมิตรช่วยออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ การดำเนินการยื่นขอ อย. ตลอดจนการช่วยเหลือด้านเทคนิคผลิต ที่สำคัญยิ่งคือ นโยบายหลักของซีเจ มอร์ ได้ยกเลิกการเก็บ "ค่าแรกเข้า" (Entrance Fee) การยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดเก็บและกระจายสินค้า รวมถึงการไม่กำหนดเกณฑ์หักส่วนแบ่งยอดขาย (GP) ที่สูง ซึ่งบริษัทไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรมหาศาลจากสินค้าชุมชนเหล่านี้ แม้จะได้รับกำไรเพียง 5 - 10% หรือหลักพันถึงหลักหมื่นบาทก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะเป้าหมายหลักคือการทำให้ผู้ประกอบการชุมชนขายสินค้าได้และมีรายได้เลี้ยงชีพ

“ตัวอย่างความสำเร็จของสินค้าชุมชนในโครงการ ได้แก่ เผือกฉาบ ซึ่งใช้เนื้อเผือกสดมากถึง 2 ตัน นำมาสไลด์ด้วยมืออย่างละเมียดละไมจนได้ผลิตภัณฑ์เผือกฉาบจำนวน 400 กิโลกรัม เมื่อนำไปวางจำหน่ายในร้านซีเจ มอร์ ประมาณ 500 สาขา ปรากฏว่าสินค้าได้รับความนิยมอย่างสูงและขายหมดลงอย่างรวดเร็วเกินกว่า 500 ถุงต่อวัน นอกจากนี้ยังมีสินค้าชุมชนประเภทอื่นๆ อาทิ กาละแม กาหยู ข้าวสังข์หยด กาหยอด กะละแมจากภาคใต้ และแกงไตปลาจากสงขลาและปัตตานี ปรัชญาสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการคือ การรักษาและสร้าง "แบรนด์" หรือยี่ห้อสินค้าเดิมของผู้ประกอบการไว้เสมอ เพื่อให้แบรนด์เหล่านั้นกลายเป็นมรดกและทรัพย์สินที่มีมูลค่าตกทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน โครงการดังกล่าวยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่และบุตรหลานที่เป็นวิศวกรหรือข้าราชการ ตัดสินใจย้ายกลับมาร่วมพัฒนาธุรกิจครอบครัวในท้องถิ่นอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเครือข่ายธุรกิจต่างประเทศของกลุ่มคาราบาว ซีเจ มอร์ ยังมีแผนส่งเสริมนำสินค้าชุมชนคุณภาพสูง เช่น เผือกฉาบและกล้วยฉาบ ขยายตลาดส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศในอนาคต ซึ่งแนวโน้มว่าจะเป็นประเทศจีน เนื่องจากมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรจากกลุ่มเบียร์ชิงเต่า อีกทั้งบริษัทยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยเครดิต ในการเข้ามาช่วยเหลือดูแลโครงสร้างการเงินของผู้ประกอบการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดภาระหนี้สินเกินตัว”นายเสถียร กล่าว

ในด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 35,000 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประจำสาขาประมาณ 30,000 คน และพนักงานคลังสินค้ากับฝ่ายไอทีประมาณ 3,000 ถึง 4,000 คน ซีเจ มอร์ ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ ระบบ AI ถูกนำมาสอนให้ตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมการทุจริตและการขโมยสินค้าจากกล้องวงจรปิดภายในสาขาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยตัดคลิปเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงให้ทีมบริหารตรวจสอบได้ทันที ช่วยลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้า นอกจากนี้ ระบบฐานข้อมูลไอทีของบริษัทยังรองรับการประมวลผลธุรกรรมมหาศาล ซึ่งมีปริมาณใบเสร็จมากกว่า 600 บิลต่อสาขาต่อวัน และมีการประมวลผลรายการสินค้าหลายล้านรายการในแต่ละวันอย่างมีเสถียรภาพ สำหรับโมเดลการให้บริการใหม่ ซีเจ มอร์ กำลังซุ่มพัฒนาบริการจัดส่งสินค้าด่วน หรือ Quick Commerce โดยปัจจุบันได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรอย่าง แกร็บ (Grab) และไลน์แมน (LINE MAN) บริษัทมีแผนเตรียมทดลองเปิดให้บริการระบบจัดส่งสินค้าด้วยตนเองของซีเจ มอร์ (Delivery)ในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ ส่วนโมเดลร้านจำหน่ายไอศกรีมและชาไข่มุก ซีเจ มอร์ ได้ปรับเปลี่ยนจากการร่วมมือกับพันธมิตรจีน มาเป็นการจับมือร่วมกับแบรนด์ นิกเซอิ (Nissei) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับเน้นคุณภาพสินค้าที่สูงขึ้นและปรับโมเดลราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของแต่ละสาขาอย่างเหมาะสม

สำหรับในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายที่ 80,000 ล้านบาท ซึ่งยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายหลังจากที่ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาทำยอดขายไปแล้ว 50,000-60,000 ล้านบาท และปี 2570 ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้นไปแตะที่ 100,000 ล้านบาท

ด้านธุรกิจในกลุ่มของ CBG ที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ปัจจุบันยังไม่มีแผนการพิจารณาใดๆเกี่ยวกับธุรกิจในกัมพูชา แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นข่าวว่าผู้ประกอบการไทยหลายรายเริ่มทยอยถอนการลงทุนออกมาจากกัมพูชากันค่อนข้างมากแล้ว แต่ในส่วนของ CBG ในขณะนี้ยังไม่การพิจารณาแผนการใดๆเกี่ยวกับธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

You can share this post!